ร้าย

 

ลมพัดเยือกเย็น

ฝนปรายโปรยลงมาจากผืนฟ้าสีหม่นของยามสนธยา ผ่านร่างของผม ไม่สัมผัสติดผิวกาย

หากความเย็นดูราวกับจะเสียดแทรกเข้ามาตามหยาดฝน

ยามเมื่อสายน้ำทะลุผ่าน แล้วเจิ่งนองจากเก้าอี้ที่นั่ง ไหลรินลงรดพื้นเสียงเปาะแปะ

...หนาว

 

วันนี้ทั้งวัน เพื่อนทั้งห้องอึ้งกับอาการ เปลี๊ยนไป๋ ของตั๋ง เร็วจนน่าตกใจ

ไม่ถึงขั้นก้มหัวไม่พูดจา แต่งานที่กำหนดส่งวันนี้ทั้งหมด ตั๋งจัดการได้เรียบร้อยหมดจด

งานกลุ่มที่แทบไม่หวังอะไรจากสมาชิกกลุ่มนี้แล้ว ตั๋งเรียกรวมสมาชิกแก๊งป่วน สั่งงานเอาการเอางานไม่มีขัดข้อง

 

ที่เพื่อนๆ รวมทั้งผมด้วย อึ้งกันไปอีกรอบ เพราะสมาชิกยกก๊วนกลับไม่มีท่าทีต่อต้าน เอางานไปทำดีๆ

เมื่อมีคนถาม ก็ได้คำตอบที่น่าตกใจ

จริงๆ พวกเราก็พร้อมจะทำงานกลุ่มนะ แต่ตอนแรกที่เข้ากลุ่มสาย ไม่ได้แบ่งงาน กลุ่มอื่นก็ลอยแพเรากันหมด

ขอม โฆษกประจำกลุ่ม ออกแถลงการณ์ด้วยสีหน้าเจี๋ยมเจี้ยม

ทีนี้พอมาอยู่กลุ่มเดียวกัน ก็ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง เพราะทำไม่เป็นสักอย่าง

 

แถมถึงจะเป็นอย่างนั้น ยามพัก ตั๋งก็ยังเล่นกีฬากับเพื่อน ทำทุกอย่างได้อย่างเต็มที่

เป็นไอ้เพี้ยน คนเดิมของเพื่อนร่วมก๊วน

...จนผมเองรู้สึกแปลกๆ

 

ถึงจะไม่ต้องเป็นห่วงเพื่อน ไม่ต้องคิดมาก ได้คลายปมปัญหามากมายไปหนึ่งเปลาะ

หากในหัวเหมือนมีเชือกยุ่งๆ มาขดขยุกอยู่เต็ม ไม่มีที่ว่าง ไม่มีกะใจจะแก้ปมต่อไป

งานของผมไม่เคยน้อยหน้าใคร

สิ่งที่ตั๋งกำลังทำอยู่ในตอนนี้ แม้มีประสิทธิภาพ แต่ก็ไม่รวดเร็วและแน่นอนเท่าระบบสั่งบังคับ กระจายหัวหน้างานในรูปแบบของผม

แต่ผมก็รู้สึกเหมือนถูกทอดทิ้ง

...ทำไมผมเป็นเหมือนตั๋งไม่ได้

ผมโง่ขนาดนี้เลยหรือ

 

เป็นอะไรไปรึ ยอด

อรปรากฏกายขึ้น จากที่ไหน เมื่อไหร่ไม่รู้

สายฝนเหมือนจะละลายหายไปในอากาศก่อนจะสัมผัสกับร่างเรืองแสงนั้น ส่งให้ร่างโปร่งบางงามราวกับภาพเขียน

หากคนเรา ก็มียามที่ไม่อาจเข้าถึงศิลปะได้เช่นเดียวกัน

 

ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมตอบ ไม่สบตาคู่หวานคู่นั้น

แค่คิดว่า ทำไมปัญหามันถึงได้ยุ่งขนาดนี้

จากประสบการณ์ แม้จะไม่กี่คืน ผมรวบรวมสมาธิมากพอที่จะพรางความคิดได้มิดชิด

 

ความลับ... อรทอดถอนใจ

รังแต่จะทำให้เจ็บปวดทั้งผู้อำพราง และผู้ถูกอำพราง เอาเถิด ขึ้นชื่อว่ามนุษย์ก็ต้องมีอยู่บ้าง

ดวงตาคู่นั้นปิดลง แผ่วเบา

เราเองก็มี

 

ว่าแต่... คืนนี้คืนเพ็ญ เราจักพาเบญและสะรุดไปสักการพระธาตุที่วัดใกล้ๆ ให้เป็นมงคล ไปด้วยกันรึไม่

ผมเงยหน้าขึ้นมองอร จริงสิ... ตั้งแต่นายพลไตรปรากฏ ก็ไม่เห็นเบญและสะรุดอีกเลย

 

แล้วพวกเขาไปไหนเสียล่ะครับ ผมถาม

สะรุดคงจะอยู่สักที่ในตึกนี้ล่ะ เพียงแต่เขาไม่ยอมออกมาสมาคมกับใครทั้งนั้น

ส่วนเบญ เราเห็นบ้าง ท่าทางเศร้าเหลือเกิน

ริมฝีปากบางไม่มีรอยยิ้มดังเคย

คงเพราะเป็นห่วงกันนั่นล่ะ วิญญาณเศร้าหมองถูกครอบครองง่ายเสียด้วย

 

ผมไม่รู้สึกอะไรแล้ว ไม่ได้คิดถึงยิ้มสวยเก๋ปริศนาของเบญ ไม่คิดถึงความเข้มขึงขัง เอาจริงเอาจังของสะรุด

ทำไมต้องรู้เรื่องวิญญาณด้วย ทำไมต้องมายุ่งกับเรื่องพวกนี้ด้วย

พอแล้ว แค่นี้ก็เหลือจะพอ ผมอยากกลับไปทำหน้าที่ของผม หน้าที่หัวหน้าห้อง

อยากจะทำให้รู้ไปเลยว่า ผมก็มีดี ก็เก่งกว่าตั๋งเหมือนกัน

จองจำผมไว้ทำไมกัน กักขังผมไว้ทำไมกัน

กรรมของผม คิดว่าผมจะจัดการเองไม่ได้รึยังไง

...ผมเป็นหัวหน้านะ หัวหน้าห้องที่ประสบความสำเร็จนะ

 

หากสมาธิแรงกล้ากดข่มอารมณ์พวกนี้ให้อยู่ภายในทั้งหมดได้อย่างน่าประหลาดใจ

รอยยิ้มของผมว่างเปล่า น่าจะลึกลับเหมือนกับวิญญาณทั่วไปเสียแล้ว

นั่นสินะครับ พาพวกเขาไปไหว้พระ อะไรๆ น่าจะดีขึ้น

ผมนิ่งไปพัก ก่อนเสริม

ยังไง ผมต้องครุ่นคิดอะไรเกี่ยวกับเรื่องกรรมของผม คงจะไม่ได้ไป ขอให้สนุกกันนะครับ

 

แม้เป็นอย่างนั้น ก็อย่าว้าวุ่นจนเกินไปล่ะ อย่าลืมเรื่องทางสายกลางเป็นอันขาด

อรพูดเรื่องที่ผมไม่อยากฟัง

ทางสายกลางอะไรนี่มันตีกรอบกันชัดๆ มีทางเดียวให้เลือกแล้วยังย้ำกันอยู่ได้

ครับ ไม่ต้องเป็นห่วง

ผมตอบ แล้วคลี่ริมฝีปากอีกครั้งหนึ่ง

 

ฝนยังไม่หยุดตก หากความมืดแผ่คลี่ลงปกคลุมผืนฟ้าอย่างอ้อยอิ่ง ทีละชั้น จนมืดดำเหมือนหมึกข้น

หยาดน้ำกระเสือกกระสนจะเลื่อนลงสู่ที่ต่ำ ราวกับความมืดเบื้องบนเป็นสิ่งน่ารังเกียจ

หากผลของมันก็คือ การร่วงลงมาสู่พื้นเบื้องล่าง เพื่อจะเปื้อนแปดดินโคลนจนโสมมโดยเนื้อแท้

 

พอกันที ผมอยากไปจากที่นี่

อยากกลับร่าง... อยากกลับบ้าน... กลับไปเป็นหัวหน้าผู้มีอำนาจอย่างเดิม

ที่เคยเจ็บ ก็เจ็บจนชินแล้ว ดีกว่าความทรมานไม่มีที่สิ้นสุดอย่างนี้

ถ้ามีทางไหนที่ทำให้ผมกลับไปได้ ผมไม่ลังเลทั้งนั้น

ไม่อยากอยู่ที่นี่อีกต่อไปแล้ว