เรียน

 

สายตาของอรและนายพลไตรสบประสาน

หยั่งกำลังกันและกันอยู่ในที...

 

ลมสงัด... แม้แต่ใบไม้ยังสั่นระริกด้วยความหวาดกลัว

อากาศเย็นยะเยียบ

 

แล้วเสียงหัวเราะก็กึกก้องไปทั่วผืนฟ้า

 

เห็นว่าครั้งนี้ใกล้สางเต็มทีแล้ว ข้าคงต้องขอตัวกลับละ... คุณพูหญิง

นายพลไตรบิดก้อนเนื้ออัปลักษณ์เหนือคางให้แสยะแยก

เสียดายที่ได้แต่เล่นกับเด็ก... เราจึงไม่มีเวลาได้สนทนากัน

 

เสียงเย็นระเรื่อยดังสายน้ำกังวานขึ้นอีกเหมือนเสียงดนตรี

ข้าก็เสียดาย...

อรหยุด เอียงคอน้อยๆ มองลงไปยังร่างสูงใหญ่นั้น

คงเป็นบทสนทนาที่น่าสนุกอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

 

โอกาสหน้าเถิด

ความมืดกระเพื่อมขึ้นจากสนามตะกร้อ เลื้อยอย่างเชื่องช้าราวกับงู โอบล้อมร่างนั้นแล้วดึงให้ดิ่งลงไปเบื้องล่าง หายลับไป

 

แหที่พันธนาการเบสอยู่ก็หายไปด้วย ร่างสูงกลิ้งเกลือกอยู่กับพื้นหญ้า หายใจหอบด้วยความทรมาน

...แต่สะรุดยังคงนิ่ง มือกดแน่นไปที่ขมับหมวกกะโล่ราวกับเจ็บปวดแสนสาหัส ไม่มีเสียงร้องใดๆเล็ดลอด หากไหล่สั่นสะท้านด้วยแรงอารมณ์

 

ร่างของอรเลื่อนอย่างแช่มช้าลงไปเบื้องล่าง 

ไปพักก่อนเถอะ

อรพูด นิ่มนวล ปลอบประโลม

จวนเช้าแล้ว เดี๋ยวตะวันขึ้น

 

ร่างบางแตะเบาๆที่ร่างของเบส ทำให้ลมหายใจสงบขึ้น

สักพักเบสก็ลุกได้

ขอบคุณครับ พี่อร

เสียงนั้นยังฟังดูเหมือนคนหมดแรง

เกือบไปแล้วไหมล่ะ ไอ้นายพลมันร้ายจริงๆ

 

อรส่ายศีรษะ เส้นผมระใบหูเคลื่อนช้าๆ ด้วยท่าทางผิดกับรูปลักษณ์

คุณประมาทมากเกินไป เบส... ไปยั่วโมโหนายพลแบบนั้น

 

ขนาดยังอ่อนแรง เบสยกไหล่ขึ้น แล้วก็เบ้หน้าด้วยความล้า แต่ก็ยังพูดต่อ ทำท่างอแงเหมือนเด็กๆ

รำคาญนี่ครับ... ครั้งก่อนที่มาก็มาทำความเสียหาย ทำเหมือนหม...ม...

คำพูดชะงักกึกเมื่อสายตาหยุดไปสบกับคู่สนทนา

ม...มนุษย์ที่ไม่มีคุณธรรมอยู่บ้างเลยน่ะครับ แฮะๆ

 

เบญวิ่งลงมาหาร่างที่ยังนิ่งอยู่

สะรุด...

ไม่เป็นไรแล้วเบญ เราแค่หน้ามืดนิดหน่อย

สะรุดยืนขึ้น พยายามจะยิ้ม

 

ขอตัวไปพักก่อนนะ

ร่างของสะรุดลอยช้าๆ ขึ้นไปตามบันได

 

สะรุด...

เบญรำพึง

 

อรเดินเข้ามา จับมือเบญไว้อย่างเป็นห่วง

ช่างเถอะค่ะ... นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เบญอยากให้มันผิด รู้มาก ต้องรับให้มาก

เบญยิ้มให้อย่างอ่อนโยนแล้วเสเปลี่ยนเรื่องไป

จะเช้าแล้ว คงต้องสอนอะไรอีกหลายๆอย่าง ให้ยอดนะคะ

 

จริงสิ

อรว่า หันมาทางผม

เดี๋ยวคงต้องสอนการภาวนาด้วย

อรมองไปรอบๆ อย่างประเมิน ครุ่นคิด

พอดีเลย เพชรเชี่ยวชาญเรื่องนี้ที่สุด ไปให้ดูด้วยแล้วกัน

 

เอ้อ... ยอด

เบญเสริมขึ้นมาเฉยๆ

วันนี้คาบสายมีแล็บสำคัญ พลาดแล้วเดี๋ยวทำข้อสอบตอนฟื้นไม่ได้นะ

 

อรมองเบญด้วยสีหน้าเข้าใจ...

เบส... ตอนนี้รวมผมเข้าไปด้วย มองสีหน้าเหล่าวิญญาณสาวด้วยความงง

 

เพชรเองก็ไม่ค่อยยอมออกจากห้องสมุดเสียด้วย

อรพิจารณา หากดวงตาเหมือนมีรอยยิ้มแฝงอยู่

เอาเป็นว่าเดี๋ยวเบสพักเสร็จแล้วพายอดไปด้วยนะ พลังของยอดยังไม่พอออกนอกสถานที่

 

แล้วเดี๋ยวคืนนี้เราจะพาไปพบ เขา’”

อรยิ้มให้ผม ทิ้งให้เป็นปริศนา

แสงทองจับขอบฟ้า ลาดส่องผ่านบานหน้าต่างห้องเรียนที่แง้มไว้ พาดผ่านโต๊ะเรียนคร่ำคร่า

ผมนั่งอยู่ในห้อง มองดูความงามที่ไม่เคยเห็นอย่างอัศจรรย์ใจ

 

ทุก เช้า... แม้จะมาเช้าขนาดไหน ผมมักจะวางกระเป๋าไว้บนเก้าอี้ แล้วออกไปห้องสมุดซึ่งมักจะเปิดแต่เช้าเสมอ แล้วก็พิมพ์ จัดการ อีเมล์ชิ้นงานต่างๆ พอสายขึ้นก็วิ่งติดต่ออาจารย์ จนเข้าแถว ก็วิ่งมาคุมแถวเพื่อนๆในห้องเรียน แล้วก็เรียนหนังสือไป

 

ไม่น่าเชื่อเลยว่า ห้องเรียนธรรมดาเมื่อไร้ความวุ่นวาย จะสงบได้ขนาดนี้

สงบ...และเปี่ยมด้วยมนต์ขลัง

ดูสมเหตุผล ที่มีคนหลายสิบรุ่นร่ำเรียนวิชา อาจารย์หลายร้อยท่านถ่ายทอดความรู้ อัดแน่นไปด้วยอารมณ์ เสียงหัวเราะ น้ำตา

 

... และวิญญาณ...

 

ผมยังไม่กล้าขยับไปเปิดไฟ หรือเข้าไปใกล้กับแสงแดดมากนัก เพราะตามที่รู้มา การโดนแสงสำหรับผีแล้ว คงเป็นเรื่องที่ทรมานไม่ใช่เล่น

การเป็นผีมือใหม่ มีหลายอย่างที่ต้องเรียนรู้

 

หกโมงเช้า ยังเช้าเกินไปสำหรับคนแรกที่จะมาถึงโรงเรียน ผมนั่งทบทวนความรู้ที่ได้จากเพชรเงียบๆ

 

ภาวนาจิต... นำพลังความแน่วแน่มาใช้

ศาสตร์ที่ไม่แม้แต่วิญญาณ มนุษย์ก็สามารถทำได้ เพียงแต่วิญญาณเป็นพลังงานที่อยู่นอกกรอบของร่างเนื้อ

แม้จะบอบบางกว่า แต่นั่นหมายถึงสามารถทำพลังมาใช้ได้หลากหลายรูปแบบกว่า

 

ในขณะเดียวกันก็ต้องระวัง เพราะความที่ไม่มีกายหยาบ ทำให้สิ่งที่อยู่ภายในหลุดลอดออกมาได้ง่าย เช่นในกรณีที่พบบ่อยคือ ความคิด

วิญญาณจะถูกอ่านความคิดได้ง่าย และอำพรางได้ยาก ยิ่งหากจิตใจไม่แน่วแน่พอด้วยแล้ว

 

ผมเลือกห้องเรียนของตัวเอง เพราะถึงไม่ใช่จุดที่ผมออกจากร่าง แต่ก็เป็นจุดที่ผมอยู่บ่อยที่สุด

...อยู่เงียบๆ ท่ามกลางการเคลื่อนไหวที่เริงร่าและอิสระ

ท่ามกลางความเหงาของตัวเอง

 

ผมนั่งท่าที่สบายที่สุด ไม่ใช่ท่าขัดสมาธิ แต่เป็นท่านั่งหลังตรง กึ่งๆพาดไปกับพนักเก้าอี้ มือปล่อยตามสบายไว้บนหน้าตัก

หลับตา...

 

ท่ามกลางความมืด จิตของผมควานหาที่ที่สงบที่สุด ที่ที่คุ้นเคย

สำหรับผม มันคือหน้าอกข้างซ้าย

เพ่งลงไป เห็นดวงแก้วดวงเล็กๆเจียไปด้วยเหลี่ยมมุมมากมาย สีขาวสะอาด เรืองรอง

ผมจ้องไปทีมัน พิจารณาสภาวะ

 

เนื้อแก้ว แต่ละมุม แต่ละด้าน บ่งบอกตัวตน รู้จักตัวตนคือรู้จักโลก

จิตของผมดำดิ่ง... ลึก

 

แอ๊ด...

เสียงประตูเปิดออก ผมถอนความคิดกลับจากภวังค์

 

เฮ้ยยยยยยยย!!

เจ้าของเสียงนั้นแหกปากร้องลั่น จ้องมาที่ผม

เสียงแปดหลอดอย่างนี้ ตั๋งนี่นา

เป็นกรรมอะไรของเอ็งวะตั๋ง

ขอม คู่หูคู่ฮาพูดแทรกขึ้น พลางเหลียวหาสาเหตุการอาละวาดของเพื่อนรัก

 

ตั๋งกระพริบตา หันซ้ายหันขวา แล้วเอามือลูบอก

ตกใจหมดเลยไอ้เวร... ตาฝาดนี่หว่า

 

ร่างเล็กหากเกร็งแกร่งอย่างนักกีฬาควงกระเป๋าเป้ใบบางแฟบ ร่อนลงไปบนโต๊ะอย่างแม่นยำ

คิดว่าเห็นผีหัวหน้ามานั่งหลับ เป็นไปได้เลยแฮะ

 

...ตั๋งมองเห็นผมหรือเนี่ย

มือผอมเห็นกระดูกโปนของขอมตวัดหวือเข้ากระหม่อมลานบินของคู่โดดเรียนทันควัน

นี่... ไอ้คำฝอย เอ็งนี่มันเกรียนที่ใจ ใช่ทรงผมจริงๆ ยอดมันนอนอยู่โรงบาลเพราะช่วยเพื่อน ดันไปทักว่ามันเป็นผี พูดจาอัปมงคลยังงี้ เดี๋ยวข้าก็จับประจานออกเว็บไซด์ซะเลยนี่

 

เกรียน... ประจานออกเว็บไซด์... ศัพท์วัยรุ่นหรือเนี่ย

 

โอ๊ย ตั๋งร้องด้วยความเจ็บ หน้าขาวตี๋เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำอย่างรวดเร็ว น่าจะเจ็บอยู่ไม่น้อย

เอ็งมีอะไรจะจับข้าประจานรึไง ไอ้ขเมรพลัดถิ่น

 

มีสิ ดวงโตโปนในหน้าเสี้ยมสีเข้มเบิกกว้างขึ้นอีกด้วยความยัวะประสาวัยรุ่น

เอ็งลอกการบ้านข้าส่งครูไง ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาชัดๆ

 

นั่นน่ะนะลอก ลอกไปก็ได้สองจากยี่สิบ ไม่เห็นจะคุ้ม เออ...เอ็งอยากฟ้องก็ฟ้องไปไป๊ ข้าทำเองยังน่าจะได้สักห้า

ว่าแล้วก็หันหลังกลับ ไม่ใส่ใจอีก

ไป... ไปยัดได้แล้ว หิวจะตายท้องแบนแทนแม่นาคอยู่แล้ว ไปโว้ย

 

ประตูห้องปิดลง ทิ้งให้ผมนั่งงงอยู่เดียวดาย

 

ถ้าเป็นเพราะผมกำลังบำเพ็ญภาวนา ขอมก็น่าจะเห็นด้วย เพราะเข้ามาพร้อมกัน

แล้วนี่มันหมายความว่ายังไงกัน...

 

ช่างเถอะ... ตั๋งอาจจะบังเอิญตาฝาดจริงๆ ก็ได้

 

ผมภาวนาต่อไป

สัมผัสกับความนิ่งสงบ แม้จะไม่ได้หลับก็เหมือนหลับ

หลุดออกจากความรับรู้โลกภายนอก

นานเท่าไหร่แล้วนะ...

...เบา

 

แป้ก...

ว้าย กิ๊บผมอันใหม่ น่ารักจังเลยนะปุ๋ม

โอ๊ย... การบ้านไม่เสร็จ ลอกหน่อยๆ

แสดเอ๊ย อังกฤษแพ้อ้ะ ม่ายยยย

เมื่อคืนดูไทรแสรดรึเปล่ายิ้ม

ฯลฯ

 

เสียงเพื่อนๆ เซ็งแซ่กระชากผมออกจากสมาธิอย่างไม่ไยดี พระอาทิตย์คงขึ้นเต็มที่แล้ว ไฟฟ้าเปิดจ้า

บรรยากาศเหมือนเมื่อวานนี้ไม่มีผิด ต่างกันแค่เวลา

หรือว่าผมแค่นั่งหลับในห้องเรียนกัน

 

ผมเอามือลูบขมับช้าๆ แล้วก้มลงมอง

...ไม่มีอะไรอยู่ตรงหน้า

 

เอ๊ย!

ผมร้องสุดเสียง สะดุ้งพรวด

เอามือลูบตามร่างกาย ทุกอย่างก็อยู่ครบ ทั้งเนื้อตัวและเสื้อผ้า

แต่ว่าเมื่อใช้ตามอง... ทุกอย่างกลับว่างเปล่า

ผมมองไม่เห็นตัวเอง

 

ฮ่าๆๆๆ โอ๊ย เพื่อนเรา ทำไปได้ 

เสียงก้องน้อยๆ บอกว่าเมื่อคืนไม่ใช่ความฝัน

ไม่เห็นหน้าก็พอจะเดาได้ว่าใคร

 

มือเย็นจัดที่มองไม่เห็นลูบเข้าที่หัว

คิดดูนะ เวลาฉายไฟฉายกลางแดดมันจะเห็นไหมล่ะ เหตุผลเดียวกันนั่นแหละ

เอ่อ... เบส แล้วยังงี้ชีวิตไม่วุ่นวายตายเหรอนี่... ผมถามลอยๆ ลอยจริงๆ เพราะไม่ผ่านปากด้วยซ้ำ

เอางี้ ลองดูนะ หลับตา

ผมทำตามคำแนะนำ

ภาวนา กำหนดจิตแน่ๆ... เห็นกรอบร่างของตัวเองไหม นั่นละ เพ่งจิตลากไปตามนั้น ยังง้านน ลืมตาได้

 

ผมลืมตาอีกครั้ง ก็เห็นตัวเองเป็นกรอบจางๆ มองทะลุไปด้านหลังได้ กับร่างของเบสที่เข้มกว่านิดหนึ่ง

โป๊ะเชะ

ร่างสูงโปร่งและโปร่งใสยกนิ้วโป้งให้

หมดคาบสองแล้ว ใกล้ได้เวลาไปแล็บแล้วนะ จะไปรอที่นั่นก่อนหรือจะไปพร้อมเพื่อนล่ะ

 

ผมมองไปด้านหลังอย่างลังเล ก่อนตัดสินใจว่าคงมีอะไรต้องถามเบสอีกมาก

ไปกับนายแล้วกัน

 

ดี เบสยิ้มให้ผม

 

แล็บว่างเปล่า ไฟปิดไว้

อาจารย์ยังไม่เข้ามา

แสงสลัวลอดผ่านสัตว์ดองระเกะระกะ ลอดผ่านตู้ใบเขื่องมีสารเคมีเต็มแน่น กระทบร่างสัตว์ที่ถูกคงรูปไว้

นัยน์ตาของมันทำจากลูกแก้ว ทอแสงวาววับทีเดียว

 

เอาล่ะ... มีคำถามอะไรจะถามไหม

ผมอ้าปาก เตรียมจะถามแบบเป็นผู้เป็นคน

แต่ถ้าเป็นเรื่องของคุณดาลัด ไม่ตอบให้ ไปถามพี่หลุดเอาเอง

 

เบสพูดต่อหน้าตาเฉย

ถ้าพี่เขาไม่หน้ามืดส่งไปเกิดใหม่ซะก่อน ก็คงได้รู้คำตอบ

 

ผมเลยเงียบ ไม่ได้ถามอะไรอยู่ครู่ ก่อนตัดสินใจเปิดปาก

เออ แล้วเรื่องใช้กรรม

 

เป็นคำถามที่ดีมาก เบสว่า

 

คำตอบคือ ม่ายรู้ แต่ละคนต้องหาคำตอบเอง เด็กหนุ่มยักไหล่ ทำท่ายียวนตามเคย

ถ้าจะให้เดา คำตอบก็คงอยู่แถวๆนี้ละนะ เพราะเจ้าแม่เบญกับพี่อรบอกให้มานี่นา ใช่ไหม แสดงว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจำเป็น

 

ผมก็ไม่รู้จะถามอะไรอีก

 

เมื่อเพื่อนๆ เข้ามาได้สักพักเสียงเอะอะก็ตามมา อาจารย์เข้ามาบรรยายเรื่องการทดลองตามปกติ

ผมนั่งดูการทดลองอย่างสนใจ เพราะเป็นวิชาเรียนด้วย

ที่สำคัญคือ มันก็น่าสนุกดีอยู่เหมือนกัน

 

อารามอยากทดลอง ผมตวัดมือ คว้าบีกเกอร์แก้วใบหนึ่งขึ้นมา

มือผมผ่านไป ไม่สัมผัสเนื้อแก้ว

คราวนี้ผมลองใหม่... ตั้งสมาธิจนรู้สึกถึงอากาศที่เวียนผ่านปลายนิ้ว

กลับได้ผลอย่างไม่คาดคิดจนบีกเกอร์เลื่อน เกือบหล่นลงจากขอบโต๊ะ

 

ถ้าหล่น ห้องแล็บนี้ได้ชื่อว่าผีดุแน่นอน

เพราะความตกใจ ทำให้การจดจ่อที่ปลายนิ้วลำบากขึ้น

ผมเหลือเวลาเสี้ยววินาทีเดียวที่จะคว้ามันเอาไว้

แน่นอนครับ มืออีกข้างตวัดเพื่อความสมดุล ชั่วขณะ ผมหันไปมองมือข้างนั้น

มันตวัดไปโดนหัวไหล่แข็งๆ ของคนข้างหลังเข้าพอดี

 

 

ยึ้ย

ผู้รับกรรมร้องเสียงประหลาดสมตัว ไหล่ทะลึ่งพรวด

...ตั๋งนั่นเอง

มือสองข้างของตั๋งถือบีกเกอร์อย่างละใบ ส่วนสีหน้าของเจ้าตัวนั้น...

บอกได้คำเดียวว่า... กะเรี่ยกะราด

 

อะไร ไอ้ตั๋ง ขอมเงยหน้าขึ้นมาจากหนังสือเคมี เอามือป้ายน้ำลายที่มุมปากอย่างงัวเงีย

อย่าบอกนะว่ายังเพ้อถึงหัวหน้าไม่หาย

 

เพื่อนในกลุ่ม ซึ่งส่วนมากเป็นสมาชิกก๊วนป่วน ก็หันมามองเป็นตาเดียวกัน

แค่มองขีดวัดในบีกเกอร์ สัตว์เลื้อยคลานก็วิ่งพล่านไปทั่วโต๊ะทีเดียว

-อยเอ๊ย

สัตว์น้ำมีกาบชนิดหนึ่งกระโดดมาคลานดืบๆ บนโต๊ะเคลือบ สดราวกับมาจากทะเล

ทำไมไม่ใช้ตวงก่อนเทสารวะ นี่เทเกินมาไม่ใช่เหรอ

 

เจ้าตัวรีบส่ายมือ โบกบีกเกอร์เป็นพัลวัน ผลคือสารผสมกันเข้าเนื้อยิ่งขึ้น

ไม่รู้เว้ย ก็มีใครไม่รู้ผลักตอนเทสารนี่หว่า ตาข้าแม่นจะตาย

 

โต๊ะข้างๆ ว่างเปล่า... จริงๆ ไม่ว่างหรอกครับ

พวกเขาแค่มองผมไม่เห็นเท่านั้นเอง

 

ไม่ต้องมาแก้ตัวเลยไอ้ส...

สมาชิกในอาณาจักรทางชีววิทยาปลิวหวือข้ามห้องแล็บเคมีไป

จารย์เขาแบ่งตัวถูกมาพอดีใช้เก้ากลุ่มเลยนะเว้ย นี่เทเกินไปตั้งครึ่ง

 

ตายละวา... ผมกำลังสร้างกรรมเพิ่มนะนี่ กรรมเก่ายังล้างไม่ออกเลย

แต่... นี่มันก็แก้ไม่ยากนี่นา

 

โว้ย เออๆ เดี๋ยวแก้ให้

ตั๋งโวยกลับ พลางกดเสียงต่ำ

อยากให้อาจารย์มาสอยไปยกกลุ่มรึไง หุบปาก

 

ว่าแล้วก็หยิบสารตัวทำละลายที่มีไม่จำกัด เทพรวดลงไปในบีกเกอร์อันที่เป็นของกลุ่มทันที

ทั้งกลุ่มมองตาค้าง

 

ผมก้มลงดูขีดวัด

...มันแม่นของมันจริงๆ ด้วย

 

กระดูกระนาดทั้งห้าระบำเข้ากลางกระหม่อมของหนุ่มผู้โชคร้ายทันที

ไอ้มนุษย์ตะนาวศรี

คำสบถของขอม ฟังกี่ทีก็ยังไม่เบื่อ

 

ยังงี้นอกจากตัวถูกยังอยู่แล้ว สารยังเยอะจากปริมาตรอีก จะทำหาพระแสงของ้าวท้าวพระยาประสายากรึไงวะ

ตั๋งไม่ตอบ แต่ถือสารละลาย แล้วเดินไปกลุ่มข้างๆ

 

ผสมสารให้เสร็จแล้ว ความเข้มข้นสองโมลาร์ ตามตำราเป๊ะ

แล้วก็ดึงบีกเกอร์เปล่ามาริน จ๊อกเดียวแบ่งครึ่งได้พอดี

 

ว่าแล้วก็เดินกลับมาที่โต๊ะ ยักไหล่

รีบทำต่อสิวะ เดี๋ยวก็หมดเวลาหรอก

 

อ๋อ

เสียงก้องๆ เหมือนดังจากอุโมงค์ เป็นของเบสนี่นา

ทำไมเบสต้องร้องอ๋อด้วยหนอ...

 

การ ทดลองและคาบเรียนอื่นๆ ของวัน ผ่านไปรวดเร็ว เพราะเบสชวนผมโดดไปภาวนาให้เต็มที่ โดยขอยืมห้องสมุดของเพชรมาใช้ เพราะไม่อยากให้ใครมาเห็นอีก เจ้าของห้องบ่นอุบอิบ แต่ก็ยอมโดยดี

 

และแล้วแสงสีทองก็เหลือเพียงลิบๆ ที่เส้นขอบฟ้า

รัตติกาลที่สองมาเยือนแล้ว

 

คืนนี้...ผมจะได้ไปพบคนที่อรเรียกว่า เขา

edit @ 30 Jun 2010 21:35:59 by pigshop

Comment

Comment:

Tweet