๑๓

ละ

 

ดวงตาที่สานสบกับผมไม่ได้เลื่อนลอยอีกต่อไปแล้ว แต่กลับฉายเป็นประกายด้วยความเคียดแค้น โกรธเคือง

ลิ่มเลือดย้อมดวงตาคู่นั้นเป็นสีแดงฉาด

ความ...ลับ...

เสียงนั้นขัดเหมือนมีเลือดเป็นฟองฝอยขัดอยู่ในหลอดลม

รู้ไม่ได้

 

มีดคมปรากฏที่ปลายมือ ตวัดพุ่งมาที่ผมอย่างรวดเร็ว

ผมเคลื่อนหลบ

ใจประเมินความคิดที่ได้มาเมื่อครู่ ความทรงจำของเบส ณ จุดนั้น มีอะไรที่เป็นเรื่องสำคัญ จนถึงกับต้องปิดบังเลยหรือ

 

เดี๋ยว ผมร้อง

เรายังไม่รู้อะไรทั้งนั้น

 

จักไม่รู้ได้อย่างไร

นายพลไตร ผู้ชมคนเดียวปรบมือหัวเราะ

เมื่อกี้เพิ่งไปดูอดีตเขามาสดๆ ร้อนๆ ทุกซอกมุม ใครก็ต้องมีของอยากปิดเป็นธรรมดา

...แน่แล้ว ที่ผมหลุดเข้าไป ไม่ใช่ฝีมือใครอื่น

 

ความดุเดือดที่ฉายในแววตาของเบสปะทุ เข้มข้นจนน่าตกใจ ผมต้องการเวลา

ว่าแล้วผมก็ตั้งสมาธิ ตะโกนออกไป

ช่วยที!!

เพราะ พลังสมาธิที่ได้คืนมาบ้างแล้ว เหล่าปิศาจที่กำลังสู้กันอยู่ก็หันมาทิศเดียวกัน เพื่อนใหม่ส่งเสียงแหลมด้วยความแปลกใจอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะกรูมาล้อมร่างโชกเลือดสีแดงฉานไว้

จับไว้ให้หน่อยนะ ขอเวลาแป๊บเดียว ผมพูดเสียงอ่อนโยน ยิ้ม

มือ ผอมบาง หากทรงกำลังหลายมือยึดจับร่างของเบสที่ดิ้นสุดกำลัง หากแม้จะปะทุไปด้วยแรงอาฆาต จิตใจที่เสื่อมสมาธิดวงเดียวก็ไม่อาจสู้กำลังของวิญญาณหลายตนที่รวมเป็น หนึ่งได้

 

ผมหวนคิดถึงใบประกาศ สภาพศพ คำพูดต่างๆ อีกครั้ง

อาจารย์ ธวัชเป็นโค้ชของเบสที่ซ้อมในตอนบ่าย... เป็นผู้ออกประกาศแปะหน้าห้อง... เป็นคนยื่นใบขออนุญาตออกจากคาบโฮมรูม ที่อาจารย์ที่ปรึกษาจะทบทวนเรื่องสำคัญต่างๆ ที่มีประกาศในตอนเช้าหลังเคารพธงชาติ และนักเรียนส่วนใหญ่ไม่ค่อยสนใจ

 

...เป็นคนเน้นย้ำพูดว่า อย่า... ประมาท

 

ร่างเล็ก ผอมแห้งของเหล่าวิญญาณถูกซัดกระจัดกระจาย มีดในมือของวิญญาณร้ายที่ถูกผูกมัดตรงกลางหายไป กลายเป็นกระบองท่อนใหญ่

ตาย...

ปลายเสียงขาดหาย กระบองตวัด เตรียมพุ่งตรงมาที่ผม

ผมหลบ หากสายตาสบความยินดีในดวงหน้าที่มีเลือดกรัง

มือข้างนั้นตวัดหลอก แล้วซัดกระบอกทางแนวขวาง ฟันเหมือนใช้ดาบ

 

... ไม่มีทางหลบพ้นแล้ว ตาของผมปิดลง แม้ร่างกายจะยังไม่ตาย หากคงต้องกลายเป็นเจ้าชายนิทราตลอดไปเสียแล้ว

กรรมในชาตินี้ คงถ่ายทอดไปยังภพภูมิต่อไปในไม่ช้า

 

วูบ หนึ่ง ผมเห็นภาพพ่อแม่ที่ต่างประเทศ กลับมาร่ำไห้ เห็นภาพใบหน้าที่เคยแต่งไว้อย่างดีของแม่ เปรอะกับน้ำตาจนไหลเลอะเทอะ เกลือกมือขาวบาง ไร้ความรู้สึก ที่เคยเป็นของผม ซ้ำแล้วซ้ำเล่า 

 

วูบหนึ่ง ผมเห็นภาพเพื่อนๆ ในห้องนั่งเรียงรายในลานวัดกว้าง ใบหน้าเศร้าหมอง

เห็นควันธูปลอยอวล เห็นน้ำตาเทียนหลายหยดตกต้องบนพื้นหินอ่อน

ตามด้วยน้ำตาแท้... ของเพื่อนๆ ที่ผมไม่คิดว่าเขาจะอยากเป็นเพื่อนกับผมมาก่อน

วันนั้นคงมาถึง ในอีกไม่นาน

 

วูบนั้น ผมรู้สึกหวาดกลัวกับความตาย กลัวหากยอมรับ

...ยังไงมันก็ต้องมาถึง...

 

ปึก...

เสียงกระบองหนักกระทบเนื้อแน่น ร่างทิพย์ของผมยังปราศจากความรู้สึกใดๆ

การสิ้นสูญของวิญญาณ มันเรียบง่ายอย่างนี้เลยหรือ

 

อ่อนแอ!

เสียงห้าว เรียบแต่หนัก ดังขึ้น

ผมลืมตาช้าๆ

อย่างนี้จะไปเป็นหัวหน้าใครได้ หา!

ร่างสูงใหญ่ยืนตระหง่าน มือข้างเดียวจับยึดกระบองไว้ได้ ชุดนักเรียนสีขาวสะอาด และหมวกกะโล่สีอ่อนส่องประกายเจิดจ้า

 

อย่ายอมรับสิ่งที่เราไม่ได้ก่อ จำไว้

ใบหน้าคร้ามคมยังไม่หันมา หากเสียงที่ทรงพลังทำให้ผมรู้ได้...

สะรุดคนเดิมกลับมาแล้ว

 

นายพลไตรมีสีหน้าแปลกใจระคนโกรธเกรี้ยว ผุดลุกขึ้นจังก้า 

เป็นอย่างนี้ไปได้ยังไง

 

ร่างของสะรุดดูจัดจ้า สว่างเรืองกว่าที่เคย

นี่...สะรุด...

ผมพยายามคาดเดา

ใช่ สะรุดตอบได้เสียงมั่นคง ลึกและหนักแน่นกว่าเดิม

เราตัดอดีตสำเร็จแล้ว

 

อร เบญ และ เพชรละจากการต่อสู้ หันมามองเป็นตาเดียว

วิญญาณที่มาอยู่ฝั่งผมส่งเสียงกิ๊วก๊าวด้วยความดีใจ

สายลมที่ตีกระหน่ำหยุดไปครู่ ก่อนจะตีกลับไปอีกด้านอย่างรุนแรง

แกลืมผู้หญิงที่แกรักได้ลงคอหรือ สัญญาใจของแกไม่มั่นคงเพียงพอใช่ไหม

นายพลปรับสีหน้ากลับ หากเปลี่ยนสรรพนามชัดแจ้ง บ่งบอกความเป็นศัตรูอย่างเต็มที่

 

รักคือรัก แต่สิ้นก็คือสิ้น ของที่แตกสลายไปแล้ว ก็เอาคืนมาไม่ได้

สะรุดยังคงพูดเอื่อย น้ำเสียงเรียบเรื่อย แม้เบสจะพยายามดึงดันกระบองอย่างสุดฤทธิ์

ท่านนายพล ตัวท่านเอง แม้จะพยายามสร้างกองทัพวิญญาณชั่วร้ายมากขึ้นเท่าไหร่ เหล่ากองทหารที่อยู่ใต้บัญชาท่านก็กลับคืนมาไม่ได้

คราวนี้เป็นทีนายพลกัดฟัน ด้อยกว่าบ้าง

 

ดวงตาของสะรุดสลดลงเล็กน้อย

แต่เพราะอย่างนี้... หากเพื่อนเก่าแก่ถูกทำลายลงไปแล้ว ก็คงไม่มีทางอื่น

สายตาที่มองไปยังร่างสหายผู้คุ้นเคย รู้จักและหยอกล้อเล่นหัวกันมาหลายปี ในขณะที่อีกฝ่ายไม่มีวี่แววจะจดจำเขาได้อีกต่อไป

ดวงแก้วทรงกลมหมุนช้าๆ ตรงคอของสะรุด

 

อย่า ผมตะโกน

เรารู้วิธีเรียกเบสคืนมาแล้ว

สะรุดชะงัก หากปล่อยมือ ปล่อยให้ร่างชุ่มโชกไปด้วยเลือดพุ่งมาหาผม ท่าวิ่งนั้นเปะปะ แต่เร็วราวกับเหิน

 

หยุด!

อกของผมอุ่น แสงสว่างส่องวูบ

ร่างนั้นเซเปะปะ หากช้ากว่าเดิมมาก

ผมรวบรวมสมาธิ แล้วสั่ง

อยู่นิ่งๆ

ร่างของเบสดิ้นฮึดฮัด หากเข่าทรุดลงหายใจหอบ ลิ่มเลือดไหลทะลักจากริมฝีปากอย่างดึงดัน บ่งว่าเจ้าตัวพยายามต่อต้าน

 

อาจารย์ธวัชรู้เรื่องทั้งหมดตั้งนานแล้ว ไม่ต้องปิดอีกต่อไปแล้วนะ เบส

ด้วยคำพูดประโยคเดียว เบสหยุดดิ้นรน จ้องหน้าผม ดวงตาสีแดงเป็นประกายของความหวังแทนความเคียดแค้น

ที่พยายามปิดไว้ว่าการตายของเบสเกิดจากความสะเพร่าของอาจารย์ธวัชน่ะ ไม่ต้องอีกต่อไปแล้วก็ได้

ผมยิ้ม

จากอดีตที่เราดู เรารู้แหละ อาจารย์รู้หมดแล้ว ทุกวันนี้ก็ทำใจยอมรับได้แล้ว

 

เบสถลันลุกขึ้น คว้าไหล่ทั้งสองของผมอย่างรวดเร็ว ก่อนที่สะรุดหรือใครจะทันขยับตัว ผมเห็นเพียงแววตาสองข้างเป็นประกายวาววับ

ระวัง สะรุดร้อง

 

แล้วร่างเปรอะเลือดนั้นก็กอดผม ร้องไห้โฮออกมาเหมือนเด็กๆ เลยทีเดียว

น้ำเลือดสีแดงอาบร่างผมเหมือนน้ำตก แต่ผมไม่รู้สึกรังเกียจเลย กลับโล่งอก

จริงนะ... พูดจริงนะ...

 

ก็อาจารย์เขาลืมบอกนายว่ามีการพ่นยา แถมทำให้นายไม่ได้เข้าคาบเรียนโฮมรูม ทั้งๆ ที่เป็นคนติดประกาศเอง นายก็เลยต้องตาย 

ผมพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล รู้สึกเหมือนกำลังเลี้ยงลูกพี่ลูกน้องยามเป็นเด็ก ดวงวิญญาณของเบสยามนี้อ่อนแอเหลือเกิน

ถ้า อาจารย์รู้ว่า นายตายเพราะรับก๊าซเกินขนาด อาจารย์จะต้องรู้สึกผิดมาก นายเลยผูกพันกับเรื่องนี้ พยายามปิดเป็นความลับมาตลอดใช่ไหม

 

อาจารย์เข้มแข็งกว่าที่นายคิดนะ ทุกวันนี้ แม้จะมีหน้าเศร้าๆ บ้าง แต่ก็ยังหัวเราะ&rdq