๑๒

ล้าง

 

หยาดของเหลวข้นหนืดหยาดลงบนพื้นปูนซีเมนต์เกรอะกรัง

ร่าง กายของเบสเปลี่ยนแปลงไปอย่างน่ากลัว เหมือนถูกย้อมด้วยสีเลือดมาตั้งแต่หัวจรดเท้า ดาขาวแดงก่ำ เล็บค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นสีแดง มีลิ่มเลือดหยาดริน

เบสคนที่ผมรู้จักกำลังจะหายไป

หากชั่วครู่นั่น ร่างแดงก่ำนั้นก็สะบัดหัว กระตุกอย่างน่ากลัว แล้วเค้นคำ

ไม่...เป็น...ทาส...ของ...แก...หร...

หากลิ่มเลือดซึมช้าๆ ก่อนไหลพรากลงมาจากมุมปาก ปิดกั้นคำพูดที่เหลือเสียสิ้น

 

พายุพัดหวีดหวิว ยังห้อมล้อมสะรุดและดาลัดไว้ภายใน

รองเท้าหนังแก้วสะท้อนแสงพรายก้าวไปข้างหน้า เบสก้าวถอยหลัง หากอาการก้าวดูป้อแป้เหลือเกิน

หกปี...อืม... นานไม่น้อยเลยใช่ไหม ที่หลานต้องคิดทบทวนถึงเรื่องนี้

หยุด... เบสพูดด้วยเสียงสั่นพร่าและขลุกขลักในลำคอ แทบฟังไม่เป็นคำ

เรื่องที่ดาวเด่นผู้โด่งดังของทีมบาสเกตบอล ไหลตายปริศนาในห้องเรียน ร้องไห้น้ำตาเป็นสายเลือดนั่นน่ะ...

นายพลหยุด ตวัดสายตามาที่ผมที่นั่งนิ่งอยู่ หมดแรงเกินกว่าจะลุกขึ้นต่อกรกับเหล่าวิญญาณร้าย

แม้แต่เด็กหลายปีต่อมายังรู้เลย ไม่ใช่รึ

 

เบสก้าวเปะปะอีกหนึ่งก้าว... ถอยออกห่างจากผม

 

มัน เป็นปริศนาที่ไม่มีใครแก้ไขได้... ทำไมนักกีฬาบาสเกตบอลถึงได้นอนตายอยู่บนเก้าอี้ที่เรียงกันอย่างเรียบร้อยใน ตอนเช้ามืด สภาพศพบ่งว่าตายมานานจวนวัน ทั้งๆ ที่ไม่มีใครพบศพในเวลาเลิกเรียนของวันนั้น ทำไมใบหน้าถึงได้เป็นสีแดงก่ำราวกับอับอาย และทำไมเขาถึงต้องร้องไห้

อรร้อง อย่าไปฟังนะเบส

 

ร้องไห้ จนหยาดน้ำตากลายเป็นสายเลือด... เหมือนกับตอนนี้

 

เบสขบกรามแน่น มือสองข้างกุมที่หน้าอกราวกับเจ็บปวดเหลือแสน

หายใจหอบ ทรมาน ลิ่มเลือดพรูทะลักจากริมฝีปาก

 

เพราะปริศนาทั้งหมดนี้ หลานจึงต้องพยายามปิดซ่อนมันไว้ แล้วก็ผูกพันตัวเองไว้กับที่นี่เพื่อเก็บเป็นความลับ

 

อีกครั้ง... รอยแผลเป็นลบหายไปจากใบหน้าน่ารังเกียจของนายพลไตร กลายเป็นสีหน้าฉลาดเฉลียวเหมือนที่ผมเคยพบ ทั้งมีเค้าหน้าของสะรุด

...เค้าหน้าของมิตร

 

ความโดดเดี่ยวจากที่เคยเด่นเคยดัง ในยามค่ำคืน ความเคียดแค้นกับคำนินทาสารพัดที่ได้ยินต่อหน้าในยามกลางวัน ความหวาดระแวงว่าความลับจักถูกเปิดโปง ความอ้างว้างที่เพื่อนและคนรักอยู่ใกล้ แต่ไม่อาจสัมผัสได้ เหมือนไม่มีตัวตนในทุกเวลา...

นายพลถอดถอนลมหายใจ ท่าทางสุขุม แนบเนียน

ใช่ว่าอาจักไม่เข้าใจ

 

อรยืนนิ่ง ทำให้บรรยากาศรอบข้างเย็นลงจนน่าขนลุกอีกแล้ว

หากชั่วครู่เดียว ปีศาจตัวใหญ่ก็จู่โจมเข้ามา ทำให้ร่างของอรต้องเบี่ยงหลบไป

วันนี้อรเหมือนกังวลใจอะไรสักอย่าง จึงไม่ได้ใช้พลังที่น่ากลัวอย่างที่ผมเคยเห็นมา

 

มาเถอะ

มือใหญ่ แข็งแรง เอื้อมมาข้างหน้า

หากมาอยู่กับอา หลานจักได้ลบเรื่องนี้ไปเสียให้หมดเปลือก

รอยยิ้มที่ดูฉลาดและเปิดเผยจริงใจ โดดเด่นบนใบหน้าเกลี้ยงสะอาดสีคร้ามเข้ม

หลานจักมีอำนาจ จักได้ทำลายพวกที่รู้ความลับเหล่านี้ให้สิ้น

 

แก... รู้...

เบสยังพยายามพูด

ใช่ นายพลไตรว่า ย่อตัวลงอีกนิดให้เบสที่คู้เข่าอยู่บนพื้น

อารู้ แต่อาก็เก็บไว้เป็นความลับ อาไม่บอกใคร

เมฆมัวหม่นทะมึน บดบังแสงจันทร์จนมืดสนิท ไฟฟ้าข้างตึกกระพริบดับอย่างอ่อนแรง

อารู้ว่า หากอาจริงใจกับหลาน หลานจักต้องไว้ใจอาในวันหนึ่ง

 

ถ้อยคำนั้นดั่งมีพลังดึงดูดที่เข้มข้น

มือเปื้อนเลือดแห้งกรังนั้น ค่อยๆยื่นช้าๆ ไปหาร่างในชุดทหารงามสง่า เสมือนเปรตอสุรกายผู้หิวโหย ร้องขอความเมตตาจากหนึ่งในหมู่ทวยเทพ

แต่ละเสียงเคลื่อนพลิกของกล้ามเนื้อ ล้วนแต่ยากเย็นแสนสาหัส

 

อย่า... ผมพยายามตะโกน หากทำอะไรไปไม่ได้มากกว่าร้องเสียงขลุกขลักในลำคอ

 

มือ ใหญ่หนาตวัดจับแขนเรียวนั้นไว้ ประกายไฟสีแดงแล่นวาบไปตามร่างทั้งสอง พลุ่งโชติเหมือนระเบิดขนาดมหึมา เสียงหัวเราะกึกก้องของนายพลไตรสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งผืนฟ้า

 

เพียงครู่เดียว เสียงหัวเราะอีกเสียงก็ดังขึ้น เสียงหัวเราะที่ชั่วร้ายไม่แพ้กัน

แม้ จะไม่ใช่เสียงที่เป็นอารมณ์อันคุ้นเคย ไม่ใช่เสียงยียวนอารมณ์ดี ไม่ใช่เสียงสุขุม เย็น และเศร้าสร้อยที่บางครั้งเปิดเผยตัวตน แต่ผมก็มั่นใจ

 

เสียงนั่นเป็นของเบส

 

น้ำตาร้อนๆ ไหลผ่านแก้ม ตกลงบนฝ่ามือที่ไร้ประโยชน์ของผม

วิธีแก้วิญญาณร้ายวิธีเดียวที่อรรู้ คือการส่งมันไปยังภพภูมิถัดไป

...เบสจากไปแล้วหรือยังไงกัน

 

เปลวไฟจางลง แล้วผมก็ได้เห็นเบส

ศพสีแดงก่ำ เลือดหนองเป็นดวงบนตัวเสื้อจนไม่เหลือสีสันสดใส

ดวงตาเบิกโพลง กับรอยยิ้มแสยะ ทำให้เบสกลายเป็นคนละคนโดยสิ้นเชิง

 

หากนายพลยังคงยิ้มอ่อนในใบหน้า รอยแผลเป็นค่อยๆ ตัดผ่านลงมาอีก เชื่องช้าแต่แน่นอน

ได้รองนายพลมาอีกคนแล้ว ฝีมือไม่เลวเลยด้วย

 

ด้วยการตวัดมือเพียงครั้งเดียว อสูรเล็กอสูรน้อยที่กำลังต่อสู้กับเบญอยู่ ก็แหลกสลายไป

เบญหันมามองอย่างตื่นตกใจ

 

ทำไม