๑๑

รบ

 

ลมหน้าฝนพัด หวีดหวิว ใบไม้เคลื่อนกายพลิ้วไหวไปตามสายลม เหมือนจะเริงระบำ โฉบฉวัดเฉวียนไปตามพื้นคอนกรีต

เด็กวัยรุ่น แบกกระเป๋าเดินกันขวักไขว่ตามพื้นถนนเบื้องล่าง ส่งเสียงหัวเราะหยอกเย้าสนุกสนาน

 

วันนี้มีเรื่อง เกิดขึ้นหลายเรื่องทีเดียว

 

เออ... กลับละนะ หัวหน้า

ตั๋งพูด หน้าตาที่ปกติก็เฉยๆ มุ่ยลงไปหน่อยหนึ่ง เพื่อนๆ แก๊งป่วนแทบจับสังเกตไม่ได้ด้วยซ้ำไป

เป็น อะไรตั๋ง ผมถาม เพราะตอนพักกลางวัน จู่ๆ ส้มก็ขอให้ผมออกจากห้องไปเสียอย่างนั้น

แล้วก็อยู่กับ ตั๋งกันสองคน

ไม่มี มันโกหกแน่ๆ เพราะถึงสีหน้าจะเรียบเฉย หากมือที่เสียบหนังสือลงกระเป๋านั้นเสียบพลาดทันควัน

ไม่มี ได้ยังไง เป็นผีน่ะ รู้ทุกอย่างนะ

ผมเริ่มโกหก กลับ เพราะยังไงตั๋งก็ยังไม่เคยเป็นวิญญาณ

 

รู้ แล้วจะถามทำไม ปากแทบไม่ขยับ แต่คำย้อนกระแทกผมให้เงียบ เออหนอ... ถามเพราะอยากรู้แท้ๆ

เออ ก็รู้ไม่ละเอียดไง บางเรื่องก็ต้องพยายามห้ามไว้ ให้เจ้าของเป็นคนพูดเอง

 

ตั๋งถอนใจ เหมือนจะขำๆ อยู่ด้วยช่างเหอะ... เออ เขาไม่รักเราว่ะ บอกว่าอยากเป็นเพื่อนเฉยๆ

คราวนี้ผมใช้ เวลานึกอยู่นานหน่อย ถึงจะนึกออก

ส้มเรอะ

เออสิวะ คำตอบห้วนสั้นมั่นคง เพราะยังมีคนวนอยู่ไปมาในห้อง และเพราะอารมณ์เช่นกัน

ช่าง เถอะ เขาร่าเริงได้ก็ดีแล้ว ไอ้เราก็กลับมาเป็นโสดซะ เผื่อมีสาวๆ มาจีบ

คนตอบทอดถอนใจ หากคลายยิ้มได้อ่อนๆ ผมเองก็เข้าใจ

 

เสียง หัวเราะใสแจ๋วเริงร่า พวงแก้มสูบฉีดด้วยเลือดฝาด แม้จะยังตอบซูบอยู่บ้างปรากฏในห้วงความคิด ก็นับว่ายังดีที่กลับมาเป็นได้อย่างเดิม ตั๋งเองก็คงสบายใจขึ้น

 

แต่ถึงกระนั้น ไหล่ของตั๋งก็ยังดูเนือยๆ ยามที่เดินจากอาคารเรียนไป

...ก็จริง สารภาพสายฟ้าแลบขนาดนั้น ใครจะรับดื้อๆ ก็คงเป็นเรื่องแปลก

ชีวิตคนไม่ใช่ ละครไปเสียหมดนี่นา

 

ฟ้าเริ่มมืดลง เหมือนมีผ้าม่านโปร่งบางค่อยซ้อนทับทีละชั้น นุ่มนวล

หากอากาศระอุ ขึ้น ปุยเมฆลอยวน พร้อมจะปริปล่อยสายน้ำที่โอบอุ้มไว้ให้ร่วงลงสู่พื้นดิน

เป็นอากาศ ธรรมดาในยามเย็น ในฤดูที่ฝนพร่างโปรยเป็นนิจ

 

ยอด... ยอด...

เสียงหนึ่งลอย มาตามสายลม สั่นพลิ้ว ร้อนรน

เสียงของเบญ

มาที่ ห้องสมุดได้ไหม มีเรื่องด่วนจะคุยด้วย

ผมเดินขึ้น บันไดไปอย่างเร่งรีบ เสียงของเบญเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ที่ชวนให้สัมผัสถึงลางร้าย

 

ก้าวเท้าของผม แต่ละก้าวเย็นนี้ ทำให้ผมรู้สึกวังเวง บางสิ่งดึงดูดให้ผมก้มลงไปมองลานด้านล่าง

สะรุดกำลังนั่ง อยู่เดียวดายบนลานม้าหิน สายตาเหม่อลอย

 

หากน้ำเสียงที่ เร่งร้อนของเบญทำให้ผมรีบผลักประตูห้องสมุดเข้าไปเสียก่อน

มาแล้ว เหรอ 

อร เบญ เพชร และเบส นั่งกันอยู่ครบถ้วน ต่างคนต่างมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก

เบญบอก เราว่า นายพลไตรจะนำเรื่องใหญ่มาให้เราอีกแล้ว เร็วๆนี้

อรพูดเสียง เรื่อย หากแฝงไว้ด้วยกระแสความครุ่นคิด เคร่งเครียด

และหลัง จากเหตุการณ์ครั้งนี้ไม่นาน สมาชิกคนหนึ่งในนี้จะต้องถูกพรากไปจากเรา

 

ผมนิ่งไปอย่าง ตกใจ

ต้อง เป็นสะรุดแน่ เพราะนายพลไตรหมายตาสะรุดไว้ตั้งแต่แรกแล้ว

เบญเอ่ยขึ้น ด้วยเสียงสั่นพร่า หวาดกลัว ...กลัวในความสามารถของตนเอง

ไม่มี ทางที่เราจะต่อสู้ชะตากรรมได้เลยหรอกเหรอ ไม่มีทางเลย...

 

เบสแตะบ่าเบญ เบาๆ

อย่า เพิ่งยอมแพ้ดิเบญ ยังไม่ได้เริ่มต้นชะตามันก็คลุมเครืออยู่ แสดงว่าอาจจะเปลี่ยนแปลงดวงได้ก็ได้นะ

ใบหน้าทะเล้น หัวเราะแหะ หากยังใช้น้ำเสียงเป็นทางการ

เรื่อง ดงเรื่องดวงเราก็ไม่ค่อยรู้หรอก แต่ถ้ามันออกมาคลุมเครืออย่างนี้ เราก็ไม่ควรตีความไปล่วงหน้านี่

 

อรยืนนิ่ง สายตาจับไปด้านนอก

อาจจะ เร็วกว่าที่คิดก็ได้นะ

ก้านแก่นของ อะไรบางอย่าง สีดำสนิทเป็นเมือก ตวัดหมายจะไถลเข้าห้องสมุดทางหน้าต่าง

มันถูกไฟฟ้า สว่างปลาบ ซัดให้กระเด็นกลับไป แต่เพียงชั่วครู่เดียว ก็ตวัดย้อนเข้ามากระแทกใหม่โดยแรง

เพชรนั่งสำรวม สมาธินิ่ง มือพิมพ์คอมพิวเตอร์ระรัวเร็ว ใบหน้าไร้ความรู้สึกภายใต้แว่นตาไม่บ่งความรู้สึกตามเคย

 

หนอยแน่ แก... เบสขบฟัน

ความ แค้นครั้งก่อนยังไม่ได้ชำระเลย นี่จะมาสร้างเวรสร้างกรรมกันอีกแล้ว

สายฟ้าคำราม ลั่น แล้ว กิ่งไม้ก็สั่นระริกด้วยความหวาดกลัว

สิ่งสีดำพุ่ง กระแทกหน้าต่างอีกครั้งหนึ่ง ด้วยพละกำลังที่รุนแรงกว่าเดิม

แสงเจิดจ้า สว่างวาบขึ้นในแรงปะทะ หากมันก็ยังไม่ละทิ้งความพยายาม

อย่า พยายามแตะทางเข้าออกทุกทางในห้องนี้ เพชรพูดขึ้น

 

ปลายแหลมของ อะไรสักอย่าง เคลื่อนที่คล้ายงู พุ่งปะทะประตูทางเข้าเต็มแรง แม้จะถูกไฟฟ้าเล่นงาน มันก็ไม่ได้ละความพยายามเลยแม้แต่น้อย

 

สะรุด ล่ะ สะรุดอยู่ไหน เบญนึกได้ ร้องขึ้น

อรร้องสั่ง อย่างเฉียบขาดทันที ปล่อย ให้มันเข้ามา

ประตูกระจกแตก ออก สายฟ้ากลุ่มสุดท้ายระเบิดเปรี้ยง งวงยาวพุ่งพรวดเข้าจากทั้งสองทิศ

ร่างงามวิ่งออก ไปด้านนอกทันที สะ รุด! 

อรเองก็เร่งตาม ไป

 

เบสใช้จิตเรียก ไม้กอล์ฟขึ้นมาจากฝ่ามือ พลางพูด

ครั้ง นี้ต้องใช้ของยาวๆหน่อย 

ว่าแล้วก็หวด งวงหนึ่งกระจุยไป อีกข้างหนึ่งเถลือกเข้าไปหาเพชรด้วยความเร็วสูง

 

เปรียะ!

 

เมื่อแสงจ้าแสบ ตาจางลง งวงนั้นก็กลายป็นเศษเนื้อไปเสียแล้ว

จำไว้ ดวงตาของเพชรว่างเปล่า

อย่า พยายามแตะต้องแลบทอปของเราเด็ดขาด

 

เหตุการณ์ข้าง บนจบลง ผมวิ่งไปที่ที่สะรุดเคยอยู่ ลานม้าหินด้านล่าง

เมื่อ มองจากชั้นสองลงไปนั้น ควันดำม้วนตัวเป็นเกลียวเหมือนกับพายุหมุนหากเตี้ยกว่า เบญและอรถูกจำกัดให้อยู่ด้านนอก ไม่สามารถล่วงเข้าไปได้

ตรงใจกลางคือสะ รุด ที่รอท่าอยู่อย่างระมัดระวัง

 

ถ้ากระโดดลงไป ผมก็จะเข้าไปอยู่ช่วยสะรุดได้

แต่ผมใช้เวลา ชั่วขณะ นิ่งคิด

ครั้งที่แล้ว ที่กระโดดลงไป เป็นบาปใหญ่ ถึงขั้นต้องถูกจองจำระหว่างเป็นกับตาย

หากครั้งนี้ กระโดดลงไปอีกเพียงเพราะจะช่วย จะมีอะไรแตกต่างกัน

 

แต่ เพราะผมเป็นวิญญาณ ที่ไม่ดับสูญง่ายๆ เพราะยังมีชีวิต

มันมีโอกาสที่ จะรอดอยู่สูง และผมพร้อมที่จะถือโอกาสนั้นเป็นตัวตัดสินใจ

ผมกระโดดลงไป กลางตาพายุนั้นทันที

 

อย่างที่เบญคาด การมาเยือนของนายพลไตรในครั้งนี้ มีจุดประสงค์หลังอยู่ที่สะรุด

การที่นายพลส่ง ตัวงวงสองตัวนั้นไปที่ห้องสมุด ก็เพื่อจะกันไม่ให้พวกเราออกมา ยื้อเวลาเอาไว้ก่อน

แล้วก็ล้อมสะ รุดไว้ แม้จะยังไม่ได้ทำอะไรก็ตามที

เพียงแค่แยกสะ รุดจากทุกคนได้ เวลาก็มีเหลือเฟือ

 

ผมสำรวมจิตมั่น คง แล้วก็พบว่าร่างตกลงไปช้าลง ช้าลง จนสัมผัสพื้น

กระแสควันพลุ่ง เวียนเป็นคล้ายกำแพงหนาที่ยากจะฝ่าทะลวง สีดำทึบราวกับเป็นหนึ่งเดียวกับราตรีกาล

สะรุด ผมเรียก

สะรุดหันมาหาผม เข้า มาทำไม จักมาฆ่าตัวตายอีกรอบเรอะ

ผมตอบกลับอย่าง มั่นใจ เรา ไม่ตายง่ายๆ หรอกน่า

 

ทันใดนั้น ท่ามกลางที่ว่างในตาพายุ พายุหมุนขึ้นอีกลูกระเบิดขึ้นทันควัน

น่าแปลก... กลิ่นหอมอวลโชยมาจากพายุลูกเล็ก เริ่มจากอ่อนละมุน แล้วค่อยๆ เข้มข้นขึ้นจนฉุนจัด อากาศรอบๆ บรรจุไปด้วยกลิ่นนั้น

 

สะรุดนิ่ง ใบหน้าเรียบเฉย หากมือที่กำหมัดสั่นระริก

สายลมลูกเล็ก ส่ายโอนเอน อ่อนกำลังลง แต่กลิ่นหอมฉุนจัดที่ว่ากลับทวีความรุนแรงขึ้นจนแทบหายใจไม่ออก

แล้วหมู่ควันก็ ผละออกจากกัน เผยให้เห็นร่างหนึ่งยืนคอยอยู่ก่อน

กลิ่นหอมแสบ จมูกตรลบฟุ้ง หากลึกลงไปใต้นั้น มีกลิ่นบางอย่างแปลกปลอมปะปนอยู่