๑๐

รัก

 

เฮ้อ... เกือบซี้ไปแล้วไหมล่ะ

เบสบ่นอุบ... ทั้งๆที่ยังลุกไม่ขึ้นอยู่อย่างนั้น

ดีที่ได้ยอดมาช่วยไว้นะ

 

ตอนนี้ผมพาเบสมาที่ห้องสมุด ปล่อยให้ร่างสูงจมอยู่บนพนักโซฟาหนานุ่ม ใบหน้าที่ขาวอยู่แล้วดูซีดเซียว แสงเรืองดูหมองหม่นหรี่หรุบ

การแบกร่างที่แม้จะบาง แต่สูงยาวขึ้นบันไดมา เป็นเรื่องหนักไม่ใช่ย่อย แม้จะเป็นกายทิพย์ก็ตามที

ไม่ ใช่แค่นั้น เพราะกลิ่นคล้ายเนื้อไหม้ลอยคลุ้งอยู่หน้าประตูห้อง ประกอบกับภาพไฟติดๆ ดับๆ ที่เห็นตอนกำลังต่อสู้ ทำให้เข้าใจสภาพของวิญญาณที่ถูกสั่งให้มาจู่โจมเพชรได้ไม่ยากเย็นนัก

 

...ยังไงก็ไปสู่สุขคติภพแล้ว ขอให้ไปดีด้วยก็แล้วกันนะ

 

เพชรยังถือคอมพิวเตอร์ด้วยมือข้างหนึ่ง

มีพลังแล้วนี่

เพชรพูด ไม่งั้นคงไม่รอดมาหรอกมั้ง

ผมพยักหน้าช้าๆ

ใช่ แต่ดูเหมือนมันจะแรงมากเลย เหมือนหนังแฟนตาซี ยังไงอย่างนั้น

 

ไม่แปลก

ร่างเล็กตอบ มือพิมพ์เร็วจี๋ที่คอมพิวเตอร์อีกแล้ว

นี่ ไง การควบคุมจิตยามที่ปลดปล่อยพลังออกมาเป็นรูปแบบอื่นสำคัญอย่างมาก ถ้าควบคุมไม่ถูกวิธีอาจออกมามากหรือน้อยเกินไป ทำให้เกิดการบิดเบือนจุดประสงค์การใช้งานจริงได้ ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่...

เสียงของเพชรค่อยๆ แผ่วลง นุ่มนวลและก้องสะท้อนเหมือนเสียงในโพรงถ้ำ

 

เข่าของผมเริ่มรับน้ำหนักไม่ไหว มันค่อยๆ เลื่อน ทรุดลงกับพื้น

ผมช็อคกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหรือ ไม่น่าใช่ เพราะแม้แต่ตอนนี้ก็ยังไม่รู้สึกกลัว

แล้วอาการที่ในสมองเหมือนมีฟองซ่านพรายนี่ ก็ไม่น่าใช่อาการตกใจ

 

ผมพยายามกำหนดใจไว้ที่อกข้างซ้าย ภาวนาจิตแน่วแน่

พอให้มีแรงลุกขึ้นมาได้บ้าง คงจะแรงหมดหลอดนั่นล่ะ ไม่น่าแปลกใจเลย

เก้าอี้นวมนุ่มเลื่อนมากระตุกเข่าจนหงายหลังพิงลงไปอย่างรวดเร็ว

สงสัยฝีมือเพชร

ผมคิดแล้วหลับตาภาวนา... ยาว...

--

แสงอุ่นๆ ส่องเข้ามาจากทางหน้าต่าง พร้อมทั้งเสียงพิมพ์ดีดก๊อกแก๊ก

อุ่นสบายดีเหมือนกัน...

ผมยกมือลูบหน้า แล้วก็ต้องตื่นแทบไม่ทัน เพราะไม่มีอะไรที่เหมือนมือปรากฏต่อสายตา ทั้งๆที่ฝ่ามือยังพาดอยู่ครึ่งจมูก

แล้วก็นึกได้ว่าไม่แปลก เพราะไม่มีร่างเนื้อ

 

ความรู้สึกเมื่อคืนเหมือนกับความฝัน เป็นฝันที่น่ากลัวใช่ย่อย

...วิญญาณพวกนั้นไปสู่สุคติแล้วรึยังนะ

 

เบสมีแรงกลับมาแล้ว กำลังคุยกับเพชรอยู่ ดูเหมือนจะมีคอมพิวเตอร์เป็นสื่อกลาง เพราะเพชรพิมพ์อะไรลงไปไม่หยุดมือเลยทีเดียว

 

ตื่นแล้วเรอะ

เพชรหันมาถาม

พอดีเลย ว่าจะแต๊งค์หลายๆ เพราะยอดช่วยไว้ เราเลยไม่ต้องกลายเป็นผีเปรตผอมโจ้งโล่งไป

เบสหันมาบอก

 

...

ขอโทษด้วยครับ

ผมพูดขึ้น ความรู้สึกขมขื่นมาจากไหนไม่รู้ ค่อยๆ แทรกซึมเข้ามา

เพราะความริษยา ความอยากเอาชนะบ้าๆ บอๆ ทำให้เกิดเรื่องวุ่นวายทั้งหมดนี้ขึ้น

เบสเดาได้ คงไม่ใช่อ่านใจแล้ว แต่เพราะคุยกันมาบ้าง แขนเย็นจัดนั้นพาดไหล่ว่างเปล่าที่ผมยังไม่มีกะใจใช้สมาธิถมให้เห็นเป็นรูปร่าง

เออนะ... ไปคิดซะยังงั้น ทีนี้ละไอ้นายพ่นไตจะได้มาเยี่ยมบ่อยๆ

 

อายุเท่าไหร่กันเชียว สิบหกสิบเจ็ด คิดมากเป็นคนแก่ไปได้น่า

เบสเสริม

ถ้าตอนเป็นคน คงบอกว่าเดี๋ยวหน้าแก่ แต่เท่าที่เป็นอยู่ ก็คงต้องบอกว่า เดี๋ยวจะไม่ได้แก่

 

แสงอุ่นๆ พาดลงบนใบหน้าของเบส เห็นเงาพาดทับดวงตาสีอ่อนตามเชื้อจีน ลึกลับ

หากรอยยิ้มกว้างขวาง

ไปดีกว่า วันนี้ก็ต้องไปชมสาวให้สมกับที่เจอกับทั่นนายพ่นมาหลายวัน

ร่างนั้นลุกขึ้น พลังที่ได้มาจากการภาวนาเมื่อคืนช่วยสลายความอ่อนล้าไปจนสิ้น

 

ผมเหลือบดูนาฬิกาข้างฝา เก้าโมงกว่าแล้ว

ไปนั่งเรียนสักหน่อยดีกว่า

 

คาบนี้เรียนเป็นคณิตศาสตร์ อาจารย์เขียนโจทย์ขยุกขยิกบนกระดาน แล้วหันมาถาม

ลิมิตของจำนวนเต็มใดๆ ส่วนเอ็กซ์ เมื่อเอ็กซ์เข้าสู่อนันต์ คืออะไร ใครจะตอบคำถามนี้บ้าง

 

ศูนย์ครับ-ศูนย์ค่ะ

เพื่อนๆ ตอบได้ไม่ติดขัด

ไม่ใช่เรื่องยากเลย เพราะค่าคงที่นั่นเท่าเดิม แต่ตัวหารมากขึ้น มากขึ้น

ยิ่งมาก... ก็ยิ่งเข้าสู่ศูนย์

คิดๆ ดู เลขเศษส่วนก็เหมือนอัตราส่วน เหมือนความเข้มข้น...

 

เบสเคยว่า บาปกรรมนั้นเข้มข้น

 

ยังงี้นี่เอง ผมเผลอร้องออกมาเบาๆ

ยิ่งเพิ่มตัวหาร หรือ กรรม ที่กระทำ หาก บาป ยังเท่าเก่า ก็สามารถเจือจางลงได้

สุดท้าย ก็มีสิทธิ์เข้าสู่ศูนย์ หรือก็คือเทียบเท่า สูญ

 

ไม่ได้หักล้าง แต่เจือจางลงนี่เอง

แต่ก็คงต้องใช้เวลา

 

เสียงออดดังขึ้น อาจารย์เดินออกไปแล้ว ทิ้งความรู้สึกตื่นเต้นไว้ให้ผม

ในที่สุดผมก็พบคำตอบของการใช้กรรมเสียที

หากก็คงต้องใช้เวลาไม่น้อยทีเดียวเพื่อจะเจือจางกรรมอันนั้น

 

แล้วความตื่นเต้นก็ดิ่งวูบลงทันที เมื่อผมหันไปเห็นที่นั่งที่เมื่อวานนั้นว่างอยู่

 

ส้มมาโรงเรียนแล้ว

 

ใบ หน้าที่เคยสดใสเริงร่า บัดนี้ว่างเปล่า จมดิ่งกับความคิด ริมฝีปากที่เคยเจรจากับเพื่อนอย่างเริงรื่น ตอนนี้เม้มแน่น แม้จะมีเพื่อนมาชวนคุย ก็ยิ้มอย่างฝืดเฝือ

ส้มคงคิดว่าเป็นความผิดของส้มเองทั้งหมด ไม่จริงเลย

 

สรุปว่างานนี้ ผมคงต้องเริ่มกระบวนการ ล้างกรรม เสียที แต่คงต้องหาแนวร่วมก่อน

ผมลอยไปที่โต๊ะตั๋ง หวังว่าจะเจอกับสมการเลขหรืออะไรประเทืองปัญญาอีกตามเคย

แล้วตั๋งก็ทำให้ผมประหลาดใจเป็นรอบที่สอง

เพราะหนังสือที่ตั๋งถืออยู่ คือวารสารการ์ตูนเล่มหนึ่ง อาบมันสีสดใส

จะ ไม่น่าแปลกใจเลย ถ้าข้างๆ ข้อศอกนั้น จะไม่มีปึ๊งการ์ตูนหน้าตาคล้ายๆ กัน วางสุมเป็นกองใหญ่ มีวี่แววว่าผ่านการอ่านมาแล้วไม่น้อยครั้ง

 

เมื่อผมถาม มันก็ตอบสั้นๆ

จะ ให้เครียดกันทั้งวันรึไง หัวหน้า เวลาเรียนจะอยู่ในระเบียบขนาดไหน พิสูจน์โจทย์มันยังไง พักก็คือพัก มันมีเวลาของมัน วันนี้รมณ์ไม่ค่อยจอยด้วยแหละ

แล้วมันก็หยุดไปหัวเราะหึๆ กับมุกตลกในการ์ตูนเลิฟคอเมดี้ในวารสารต่อ แต่ท่าทีบางอย่าง บ่งชัดว่ามันไม่ได้ตั้งใจอ่านเท่าที่ควร

มีอะไรให้รับใช้อีกล่ะ หัวหน้า

ผมจึงเริ่มถกแผนการกับตั๋งในแปดนาทีระหว่างพ