0

                ...น่าเบื่อ... ข้าถอนใจ

                ชีวิตในตู้ปิดมืดทึบ

                ไร้ตะวันจันทรา

 

                ช่างน่าเบื่อ

                ทุกคนเหมือนน้ำค้าง

                แสนอ่อนแอ...

 

                ข้าอยู่ในนี้มาแสนนาน ม้วนตัวอยู่ในห้วงอวกาศอันมืดทึม... ทุกคนใกล้ข้าช่างแสนจะบอบบาง เพียงขยี้ด้วยกำมือก็แหลกสลายเหมือนฟองคลื่น

ข้าขยี้มัน... แล้วมันก็กลับมารวมตัวกันใหม่ แล้วข้าก็ขยี้มัน

พวกมันร่ำร้องไห้จนเบื่อจะร้อง มันกรีดเสียงจนไม่มีเสียง ข้าเองก็ทำลายมันจนเบื่อที่จะทำลายแล้ว

หากข้ากับพวกมันมีจุดประสงค์เดียว เพื่อออกไปจากที่แห่งนี้ เพื่อสัมผัสแสงตะวันจันทรา อาศัยอยู่ใต้ผืนฟ้า ร่ายรำล้อสายลมและแสงดาว

และแน่นอน... เพื่อสังหารมนุษย์... อาหารอันโอชะ พวกเราล้วนหิวโหย... หิวจนแทบจะกินกันเองจนหมดสิ้น

สายตาของข้า อำนาจของข้าเล็ดรอดออกไปได้แล้ว หากตัวข้ายังถูกกักขัง

แต่ข้ารู้... รู้ด้วยอำนาจของข้า อีกไม่นานจะมีผู้มาปลดปล่อยพวกเรา

ผู้มีอำนาจแฝงเร้นแรงกล้า ฉายแสงชัชวาลยิ่งกว่าจันทร์เพ็ญคืนใด.

ข้าจะรอให้มันปลดปล่อยข้าด้วยความยินดียิ่ง

และอำนาจของมันจะได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของข้า.... ไปตลอดกาล

 

1

 

สนามบินชิคาโก โอแฮร์ มลรัฐอิลลินอย สหรัฐอเมริกา

ขอโทษนะครับ ขอเบอร์เกอร์ที่อันไม่ใช่เนื้อครับ

ภาษาอังกฤษเสียงตะกุกตะกัก สำเนียงหนาหนัก ดังออกมาจากปากเด็กหนุ่มปลายวัยรุ่นร่างสันทัด ผอมเก้งก้าง ผิวสีน้ำตาลอ่อนเนียนเหมือนเปลือกไข่ ใบหน้าเข้มคมเหลอหลาเด๋อด๋าเต็มที่

ขอโทษนะคะ ไม่ทราบว่าต้องการอะไรนะคะ

พนักงานฟาสต์ฟู้ดสาวประจำสนามบินตอบกลับมาเป็นภาษาอังกฤษ ผมหยิกขอดของเธอเป็นประกายน้ำมันจากร้านของทอดแวววาว ใบหน้าสีเปลือกไม้วาววับมีแววสงสัยงงงวย

เบอเก้อโนมี้ด โผมไม่ก...กินเนื้อ เด็กหนุ่มย้ำ ท่าทางประหม่ามากขึ้นจนแทบฟังไม่เป็นภาษา

เอ่อ... ค่ะ หญิงสาวพิมพ์คำสั่งลงในอุปกรณ์จิ๋วตรงหน้า ตัวเลขสีเขียวใสปรากฏขึ้น สี่เหรียญยี่สิบแปดเซ็นต์ค่ะ

เด็กหนุ่มกลืนน้ำลายดังเอื้อก ต... แต่ว่า... เขาชี้นิ้วถี่ๆ ไปที่ป้ายราคาเหนือศีรษะพนักงาน สามเหรียญเก้าสิบเก้า เบอเก้ออย่างเดียว

                อ๋อ สามเหรียญเก้าสิบเก้าเป็นราคาก่อนภาษีค่ะ รวมภาษีแล้วก็เป็นสี่เหรียญยี่สิบแปดเซ็นต์ค่ะดวงตาสีน้ำตาลอ่อนของเธอมีแววขบขันปนระอา มือเคาะแป้นอุปกรณ์ชำระเงินอย่างกังวล เด็กหนุ่มรีบยื่นธนบัตรใบละห้าเหรียญให้อย่างเกรงใจ

                เสียงสัญญาณดังขึ้น หญิงสาวคว้าถุงกระดาษใบฟีบมีรอยเปื้อนตรงก้นถุงให้พร้อมเศษเงินทอน เศษเหรียญกระทบกันกรุ๋งกริ๋ง นี่ค่ะ เงินทอนเจ็ดสิบสองเซ็นต์ เบอร์เกอร์โนมี้ท กินให้อร่อย ยินดีต้อนรับสู่ชิคาโกนะคะ พนักงานสาวว่า ยิงฟันขาวจ้าตัดกับสีผิวเข้มจัด

                เด็กหนุ่มคว้าเศษเหรียญใส่กระเป๋ากางเกงยีนส์  ถอนหายใจเฮือก... แฮมเบอร์เกอร์อันหนึ่งราคาเหยียบสองร้อยบาท คงพอประทังหิวได้บ้างละมั้ง

                มือสีนวลคว้าขนมปังมากัด ชะงัก เปิดฝาขนมปังออกดู

                ว่าแล้วสนธยาก็ถอนใจเฮือกใหญ่... แฮมเบอร์เกอร์ใส่แต่ชีส ราคาเหยียบสองร้อยบาทสินะ

               

                สายลมหน้าร้อนของเมืองลมแรงม้วนตัวออกนุ่มนวล หอบเอากลิ่นความชื้นมาปะทะจมูก ท้องฟ้าทึบเป็นสีม่วงเทาไม่เห็นดวงอาทิตย์ ที่กลางฟ้าเห็นเส้นผ่าระหว่างสีเข้มกับอ่อนเจือจางเหมือนเส้นแบ่งระหว่างกลางวันกับกลางคืน  เวลาพลบค่ำของฤดูร้อน แตกต่างจากท้องฟ้าเมืองไทยราวกับเป็นอีกมิติหนึ่ง

                สนธยามองนาฬิกาข้อมือ... สามทุ่มครึ่ง มีเวลาอีกสองชั่วโมงก่อนที่รถของมหาวิทยาลัยจะมารับ

                ข้อแข็งเกร็งแบกกระเป๋าใบโตไว้สองใบ แผ่นหลังมีสายเป้รัดแน่น น้ำหนักกระเป๋ารวมกันแทบจะมากกว่ามากกว่าน้ำหนักของเขาเองเสียด้วยซ้ำ เพียงแบกกระเป๋าข้ามอาคารไปยังท่ารถ หัวไหล่กับข้อศอกของชายหนุ่มก็ประท้วงด้วยความปวด ลมหายใจขัดถี่ ล่าสุดที่เขาออกกำลังกายจริงๆ จังๆ มันเมื่อไหร่กันนะ

                เอาไปเถอะ เหลือดีกว่าขาด อยู่ที่นั่นจะมีหรือเปล่าก็ไม่รู้ ไม่มีใครดูแลเราแล้วนะลูก

                เพียงนึกถึงเสียงอ่อนปนเศร้านั้น เด็กหนุ่มก็ใจหาย นึกถึงใบหน้าหวาน สายตาเศร้าสร้อยของมารดาที่คงไม่ได้พบกันอีกนาน

                หากความหน้าตื่นเต้นตรงหน้าก็ทำให้เขาแทบอดใจไม่ไหวเช่นกัน

                ทำไมจะไม่ตื่นเต้นล่ะ นี่มันเป็นครั้งแรกที่เขาได้เหยียบอเมริกา อเมริกาเชียวนะ! ดินแดนแห่ง อิสระเสรี ดินแดนแห่งฮอลลีวู้ด คาวบอย แฟชั่นและเสียงดนตรี ดินแดนที่เป็นต้นแบบของอเมริกันดรีม ความฝันที่ว่าไม่ว่าใคร มาจากไหน ฐานะอย่างไร ก็สามารถเฟื่องฟู งอกงาม และร่ำรวยหรูหราได้ทุกคน

                พ้นจากสนามบินแห่งนี้ไป คือประตูเปิดกรงกักขังเด็กหนุ่มอย่างเขา สนธยา ศาสตราคราส ให้เปิดกว้าง ได้โผบินไปดังใจต้องการ

                อาจตลกไปหน่อยที่จะมองเด็กหนุ่มอย่างเขาว่าเป็นนกน้อยในกรงทอง จริงอยู่ เขามีสังคม มีชีวิตมัธยมปลายที่ไม่ได้เคร่งครัดขัดสน ชายหนุ่มได้เตะบอล ได้เล่นบาส เล่นเกมบ้านเพื่อน ได้เที่ยวสยาม ดูหนัง ทำอะไรก็ตามที่เขาอยากจะทำ... นอกบ้านน่ะนะ...

                แต่ในบ้านเป็นคนละเรื่องกัน ตั้งแต่แม่แต่งงานใหม่กับพ่อเลี้ยงผู้ร่ำรวยเมื่อเขาอายุได้เจ็ดขวบ กับลูกๆ อีกสองคน ชายหนุ่มก็ค่อยๆ ถูกจำกัดอิสรภาพ ถูกนำมาเปรียบเทียบกับ อาตี๋น้อยหน้าขาวจิ้มลิ้ม สุภาพเรียบร้อย มีแววดาราตั้งแต่อายุสิบสามสิบสี่ อาตี๋ใหญ่แว่นหนาอายุสิบหก อัจฉริยะ เซียนคอมพิวเตอร์แบบหาตัวจับยากชนิดเขียนบทความลงอินเตอร์เน็ตเกี่ยวกับการเขียนเกมส์ มีคนอ่านมากมาย

                อาไม่ตี๋ คนโตแต่ตัวเล็ก ตัวดำ วัยสิบแปดอย่างเขา จึงถูกทิ้งให้อยู่ในมุมเดียวดาย

                สนธยาไม่ใช่คนขี้ประจบ เมื่อพ่อเลี้ยงไม่สนใจเขา เขาก็ไปในทางที่เขาต้องการ หากก็รั้นได้ไม่มาก เพราะหากทำอะไรขัดใจเถ้าแก่พูนทรัพย์ แม่ของเขาคือคนที่ก้มหน้านิ่ง รับคำประชดประชันทั้งน้ำตา

               

เฮียอย่าไปว่าตาสนเลย เขาเหมือนพ่อเขาล่ะ รักอิสระ ไม่ชอบให้ใครบังคับ สนธยาเคยได้ยินแม่ปลอบพ่อเลี้ยงในคืนหนึ่งที่เขาเตะบอล ตัวเปียกซ่กกลับบ้านเมื่อฟ้ามืดทั้งๆ ที่ไม่ได้ไปเรียนพิเศษอย่างที่พ่อเลี้ยงอยากให้เรียน เมื่อคิดว่าเขาลับสายตา และเถ้าแก่สบถอะไรสักอย่างเป็นภาษาจีน

แล้วจะให้มันอดตายข้างถนนเหมือนพ่อมันด้วยเหรอทิพย์ คุณน่ะตามใจลูกมากไปแล้วนะ อย่าทำตัวเป็นคนไทยให้มาก ขี้เกียจสันหลังยาว ดื้อด้าน อนาคตจะไม่เจริญนะ

 สนธยาจำได้ว่าแม่กำมือแน่น

ทิพย์ก็เป็นคนไทยนะพี่พูน ที่นี่ก็ประเทศไทย พี่พูนเองก็เหอะ ใช้เชื้อชาติสัญชาติไทยเหมือนกันไม่ใช่เหรอ แม่พูดเสียงสั่น กลั้นน้ำตา

มันไม่เหมือนกัน คุณก็รู้นี่ทิพย์ เถ้าแก่พูนทรัพย์พูดเสียงเรียบ หากเย็นลง ปิดบทสนทนาลงเพียงเท่านั้น

 

ความคำนึงถึงอดีตฟังดูจืดชืดไม่น่าสนใจเมื่อสนธยาปลดกระเป๋าเป้วางลงบนม้านั่งหนังสีน้ำตาลดำ สะท้อนแสงนีออน จอดกระเป๋าเดินทางใบเป้งสองใบข้างๆ แล้วนั่งลงมองท่ารถของสนามบินโอแฮร์ สมองเหนื่อยล้าจากการเดินทางเป็นเวลานานหากร่างกายตื่นตัวเต็มที่

สนามบินนานาชาติชิคาโก โอแฮร์ เป็นสนามบินขนาดใหญ่ รับคนจากทั่วโลกมายังนครชิคาโก เมืองค้าขายที่มีชื่อเสียงของสหรัฐที่ตั้งอยู่เยื้องมาทางกลางทวีป จึงไม่แปลกใจที่เขาได้เห็นคนจากหลากเชื้อชาติมารวมกันที่นี่ ทางมุมนั้นเห็นหญิงแขกมีผ้าแพรสีสดใสปิดคลุม โผล่มาแต่ดวงหน้างาม ถัดไปคือหนุ่มผิวสีร่างยักษ์ สวมเสื้อกล้ามรัดรูป เสียบแว่นดำไว้หว่างขนหน้าอกหยิกหยอย อวดแผงกล้ามหนาเตอะ ยืนเคียงกับสาวเชื้อชาติเดียวกันในสายเดี่ยวสีเจิดจ้า ทั้งคู่โกนหัวล้านเป็นมันวับในแสงไฟ หญิงสาวคนนั้นมีต่างหูสีเงินพริบพรายห้อยระย้าจากใบหูลงมาถึงไหล่สีช็อคโกแล็ตแวววาว

เท่น่าดูเลย... สนธยาคิดยิ้มๆ ก่อนจะหันไปมองนักธุรกิจหนุ่มในสูทสีดำทั้งชุด แว่นตากรอบทองส่งแสงบาดตา พ่นภาษาใส่โทรศัพท์มือถือพลางโบกกระเป๋าคอมพิวเตอร์ฉวัดเฉวียนไปมาอยู่หน้าหมู่สาวแหม่มรูปร่างอวบอัดในเสื้อยืดตึงเปรี๊ยะ พูดคุยกันพลางสะบัดผมสีทองเป็นคลื่น ส่งเสียงหัวเราะสดใสรื่นเริง

.ใบหน้าของสนธยาร้อนขึ้นเล็กน้อย นี่มันความฝันชัดๆ! แน่นอนว่า ในเมื่อมาอเมริกาแล้ว เขาก็ต้องใช้ชีวิตให้มันสนุกระเบิดเหมือนในหนังฮอลลีวู้ด... ใส่แว่นดำ นั่งลีโมซีนไปยังปาร์ตี้บ้านเพื่อนริมสระว่ายน้ำ เปิดเพลงร็อคแผดดังสะใจ มือถือเบียร์เหยือกโตๆ ฟองฟูเป็นวุ้น รายล้อมด้วยสาวงามหุ่นอวบอัดสะบัดช่อจากหลากเชื้อชาติ แน่นอน... ในชุดว่ายน้ำสีแสบๆ

อเมริกันดรีมของใครเป็นยังไงไม่รู้ แต่สนธยาทุ่มสุดตัว ฝันปลายปีกเหยี่ยวของเขาเป็นแบบนี้แหละ!

 

ขณะนั้นเอง สนธยากลับรู้สึกเหมือนมีแผ่นเหล็กเย็นๆ วิ่งไล่ไปตามสันหลัง เสียงเซ็งแซ่ในสนามบินเหมือนเงียบลงฉับพลัน เขารู้สึกเหมือนมีใครจ้องมองด้วยอารมณ์ความรู้สึกแรงกล้า เด็กหนุ่มหมุนตัวไปฉับพลัน

แต่ก็ไม่พบว่ามีใครมองมาทางนี้แม้แต่คนเดียว ความเย็นเยียบจากกลางแผ่นหลังกระจายไปชั่วร่างกายชั่วขณะก่อนละลายหายไปอย่างรวดเร็วเหมือนไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

 

ผู้คนในสนามบินยังคงส่งเสียงเซ็งแซ่  สาวผิวสีหัวเราะกับมุกตลกของแฟนหนุ่ม สะบัดศีรษะจนต่างหูสะบัดพราว หนุ่มธุรกิจวางมือถือเมื่อไหร่ไม่รู้ นั่งไขว่ห้างกางหนังสือพิมพ์อ่านอยู่ไม่ไกล สาวๆ กำลังตั้งใจฟังเพื่อนในกลุ่มเล่าเรื่องอย่างออกรส

หัวใจสนธยาเต้นถี่ค่อยแผ่วลง ก่อนจะกระตุก แทบหยุดเมื่อมีแรงสะกิดเบาๆ ที่หัวไหล่

หวัดดีครับ คนไทยรึเปล่าเสียงสุภาพถามขึ้นเป็นภาษาไทยด้านหลังของเขา เมื่อเขาหันไปมอง วงหน้ากลมๆ กับดวงตาซื่อๆ มองเขาอยู่ ท่าทางเป็นมิตรดีทีเดียว

ครับ รู้ได้ไง

กระเป๋า เด็กหนุ่มวัยเท่าเขายิ้มจนแก้มอิ่มขยายออกด้านข้าง ควิกซิลเวอร์ คำว่าควิกมีตัวเคต่อข้างท้ายสนธยามองตาม... หมอนี่สายตาคมเฉียบน่าดู หากกระเป๋าแบรนด์นี้เป็นของจริง คำว่าควิก ในควิกซิลเวอร์ จะสะกดด้วยตัวซีเท่านั้น ไม่ใช่ สะกดด้วยตัวซีเค ที่แปลว่าเร็ว คนที่ใช้ยี่ห้อนี้ หน้าตาแบบนี้ คนไทยเกือบชัวร์เลยครับ

ตาไวน่าดูเลย สนธยายิ้มตอบ ยากที่จะไม่ยิ้มตอบรอยยิ้มที่สดใสนั้น

จะไปมหาลัย...เหรอ เด็กหนุ่มร่างท้วมถาม พอเห็นเขาพยักหน้าก็ชวน มารอรถด้วยกันไหม พวกเราก็จะไปที่นั่นพอดี มือป้อมๆ บุ้ยใบ้ไปทางเด็กสาวร่างบาง สวมแว่นอีกคนที่มองมาด้วยสายตาอยากรู้อยากเห็น

                 เมื่อเขาลากกระเป๋าไปสมทบ ทั้งสองก็แนะนำตัว เด็กหนุ่มเริ่มก่อน เราชื่ออาร์นะ

                เราชื่อพร เด็กสาวว่า พวกเราอยู่ปีหนึ่งมหาวิทยาลัยนี้ล่ะ

                อืม เราก็อยู่ปีหนึ่ง สนธยาตอบ เราชื่อสนนะ

                สนเหรอ ชื่อเหมือนดาราเลย หญิงสาวยิ้ม ขยับแว่นด้วยนิ้วขาวๆ แต่หน้าตาเหมือนพี่กันมากกว่า รู้จักใช่ไหม

                สนธยาส่ายหัวดิก ใครจะไปรู้ว่าพี่กันที่ว่านี่มันใคร

                โอ๊ย เชยจัง ก็พี่กัน เดอะสตาร์ไง คนที่ชนะเดอะสตาร์ปีนี้น่ะ เมื่อเห็นชายหนุ่มยิ้มเขินๆ หญิงสาวก็ต่อว่า แต่ไม่ต้องห่วงหรอก พี่กันหล่อกว่านายหลายร้อยเท่าว่าแล้วพรก็ส่งยิ้มให้เขาอีกอย่างคนขี้เล่น

                ...ชักจะอยากเห็นหน้าแล้วว่าใครจะหล่อสู้นายสนได้... ชายหนุ่มคิดในใจกวนๆ เริ่มรู้สึกชอบใจนิสัยช่างเจื้อยแจ้วของหญิงสาว พอๆ กับรอยยิ้มเปิดเผยของอาร์

แล้วเธอล่ะ หน้าเหมือนใครเด็กหนุ่มอยากรู้

เราไม่ต้องเหมือนใครหรอก เหมือนตัวเองก็พอแล้ว หญิงสาวยืดอกแบนๆ ขึ้นอย่างภาคภูมิใจ แล้วก็หัวเราะเสียงใส

 มาเรียนอะไรกันล่ะ สนธยาถาม

เรามาเรียนบริหารทรัพยากรบุคคล พรพูด

เรามาเรียนวิศวะไฟฟ้า อาร์บอกบ้าง สนล่ะ

สนธยานิ่งเมื่อนึกถึงวิชาเรียนของตัวเอง วิชาที่เขาไม่อยากเรียน

ธุรกิจ... เรามาเรียนบริหารธุรกิจเด็กหนุ่มยิ้นฝืนๆ เมื่อนึกถึงใบหน้าเรียบตึง แฝงความดื้อดึงของผู้ได้ชื่อเป็นพ่อ กับดวงตาแสนเศร้าของผู้เป็นแม่

                ดูเหมือนเพื่อนใหม่จับกระแสความเครียดในน้ำเสียงของชายหนุ่มไม่ได้ อาร์รีบชวนคุยต่อทันที

                มาเรียน BMA สินะ เด็กหนุ่มหน้ากลมพูด เสียงกระตือรือร้น BMA เป็นชื่อย่อของปริญญาตรีด้านธุรกิจ อย่างนี้นายก็เป็นทุนส่วนตัวน่ะสิ ดีจังเลย

                อื้ม พวกนายไม่ใช่เหรอ สนธยาถามงงๆ

                ไม่ใช่หรอก เรากับอาร์เป็นนักเรียนทุน กพ. น่ะ พรว่า ไม่มีปัญญามากันเองหรอก ฮ่าๆ

                สนธยารู้สึกอิจฉาเพื่อนใหม่ทั้งสองขึ้นมานิดหน่อย เพราะคิดว่าทั้งสองคงได้เรียนอะไรที่อยากจะเรียน ถ้าเป็นไปได้ เขาอยากพยายามสอบทุน หาทางมาเรียนทางอื่นที่ไม่ใช่ภายใต้อำนาจพ่อเลี้ยงของเขา

คงจะดี หากเขาจะได้เป็นอิสระจากข้อบังคับต่างๆ

                เฮ้อ ได้ทุนมาเรียนมันก็ดีหรอก อาร์ว่า ถอนใจ แต่พวกเราต้องใช้ทุนอีกยี่สิบปีหลังเรียนจบนี่น่ะสิ

            ...โอเค ไม่อิจฉาแล้วก็ได้ เด็กหนุ่มคิดในใจ

               

                เวลาล่วงเลยไปสามชั่วโมงเมื่อรถที่จะเข้ามหาวิทยาลัยมาจอด มันเป็นรสบัสสองชั้นขนาดมหึมา พ่นตัวถังเป็นยี่ห้อรถบัสสีแดงสดใส คนขับเป็นชายร่างอ้วน พุงดันออกมาจนเอวแอ่นน่าขัน เขาดึงเอากระดาษมาขานชื่อจนครบทุกคน สนธยากับเพื่อนใช้เวลานานกว่าคนอื่นนิดหน่อย เพราะชื่อยาว อ่านยาก

                เมื่อขนของขึ้นรถกันครบ เด็กหนุ่มกับเพื่อนก็ทิ้งตัวลงบนเบาะขนสัตว์เทียมนุ่มๆ แต่แคบ ดวงตาปรือ ก่อนจะผล็อยหลับไปโดยไม่อาจรู้อนาคตเบื้องหน้า

               

ไม่รู้ด้วยว่าเบื้องหลัง ท่ามกลางความว่างเปล่า สายลมหมุนม้วนเป็นวง กวาดเศษฝุ่นผงบนฟุตบาทให้ปลิวคว้างเป็นรูปกายสูงทะมึน หยัดกายมองรถบัสที่ค่อยๆ เลี้ยวลับโค้งไป ก่อนจะค่อยสลายกลายเป็นฝุ่นควัน ลับหายไปในท้องฟ้ายามราตรี

 

edit @ 9 Jul 2010 20:42:42 by pigshop

โปรดอย่ามายุ่งกับผม

 

อยู่ในนิยายชุด โปรดอย่า ที่เป็นนวนิยายเล่าเรื่องราวชีวิตไม่ธรรมดาของผู้ชายไทย ที่เรียนมหาวิทยาลัยในสหรัฐ กับสิ่งเหนือธรรมชาติที่เขาบังเอิญต้องเผชิญ นายสน สนธยา ศาสตราคราส และไอ ไอศวรรยา โมราโน หญิงสาวลูกครึ่งลึกลับผู้เป็นทั้งพี่สาวผู้แสนดี ครูสอนวิชาอาคม และ ผู้หญิงผู้แสนทรงเสน่ห์

 

โปรดอย่ามายุ่งกับผม

 

ปีหนึ่ง

เมื่อนายสนธยา หนุ่มน้อยวัยรุ่นหน้ามน มาเรียนต่อมหาวิทยาลัยที่อเมริกาตามคำสั่งพ่อเลี้ยง เขาก็ต้องเรียนรู้ว่า นอกจากค่าเทอม ค่าหอพัก แล้ว เถ้าแก่พูนทรัพย์ไม่คิดจะจ่ายอะไรให้เขาสักสตางค์แดงเดียว เพื่อนๆ ก็มีเงินจำกัดจำเขี่ย ช่วยได้ไม่มากนัก เขาจึงต้องสมัครทุนมหาลัย และหางานอย่างเร่งด่วน นั่นหมายถึงผลการเรียนดีเยี่ยม ประวัติไฮโซ และ เอ่อ... ภาษาที่ไม่มีที่ติ

 

แต่ด้วยความซุ่มซ่าม เขาไปสมัครงานในร้านคอสตูมแห่งหนึ่ง แล้วซุ่มซ่ามทำหม้อใบหนึ่งแตก

สรรพสัตว์จากทุกชาติภพในปรโลกจึงได้กระจายตัวไปทั่วทั้งเมืองที่เขาอาศัยอยู่เลยทีเดียว

 

เขาจึงต้องร่วมมือกับไอศวรรยา หมอผีสาวฝึกหัด เพื่อกอบกู้เมืองที่เขาต้องอาศัยอยู่ไปอีกสี่ปี และเขาต้องรับผิดชอบ

ลำพังออกมาต่างบ้านต่างเมืองก็ลำบากแล้ว แต่เมื่อมีภาระอันยิ่งใหญ่พ่วงท้าย สนธยาจะทำอย่างไรให้รอดชีวิตในเมืองที่เต็มไปด้วยภูตพราย

 

แถมยังไม่พอ ชีวิตที่เต็มไปด้วยเพื่อนฝรั่งเท่ๆ สาวโนตม กับชีวิตหรูหราเก๋ไก๋ ปาร์ตี้ริมสระน้ำเหมือนในหนังฮอลลีวู้ดของเขาล่ะ ใครก็ได้ ช่วยเอามาให้ที!!

edit @ 9 Jul 2010 20:43:35 by pigshop

รับแท็ก ของคุณ HaRu

posted on 09 Jul 2010 20:06 by pigshop
รับแท็กของคุณ HaRu มาครับ

http://lovebel.exteen.com/20100709/tag

พอดีไปเห็น น่าทำดี ก็เลยเอามาทำดู

TAG โสด 

1. รู้นะๆๆๆว่าโสด มานาน แค่อยากรู้ว่าโสดมากี่ปีแล้ว?   - 21 ปี ไม่เคยมีแฟน  

2. วาเลนไทน์คือ อะไร   -         วันเกิดเพื่อนคนหนึ่ง    

3. นิยามคำว่า "โสด" ของคุณ   -         คนไม่มีแฟน

4. เพลง คนโสดที่อยากแนะนำ ให้คนอื่น   เหงา เข้าใจ - ปาน

5.สถาน ที่ที่คุณคิดว่าคน โสดไป แล้วสนุกที่สุด   - ห้องสมุด ไปอ่านหนังสือเงียบๆ ประสาคนโสด   

  6. ถ้าให้เลือก ระหว่างโสดกับไม่โสด เพราะอะไร   - เอิ่ม... ตอนนี้ไม่ค่อยอยากโสดแล้วครับ  

7. ความโสดมีข้อดีอย่างไร   -อิสรเสรี     

8. คุณจะทำอย่างไร ถ้ายืนอยู่ต่อหน้าคู่รักที่กำลังแลกเปลี่ยนของขวัญวันวาเลนไทน์กันอยู่   - เดินจากไป

9. คุณอยากบอก อะไรคนไม่โสดไหม?   - เดี๋ยวก็เอ็งเลิกกัน (เชอะ)

10. โสดบางทีก็มี เหงาบ้างแล้วคุณทำอย่างไรล่ะ?   -ทำใจ ขอรับ

11. คุณคิดว่าคุณ โสดเพราะอะไร?   -เรียบร้อยไป

12. เคยคิดไหมว่าโสดมันแย่ อย่างไร?   -ไม่มีใครอยู่ข้างกันในวันที่เดียวดาย

13. อยาก บอกอะไรกับคนที่ โสดเป็นเพื่อนกับคุณบ้าง?   -มาโสดเป็นเพื่อน กันนะ

 

ส่งแทค

ใครก็ได้ที่โสด เอาไปทำ!!!

  

อวสาน

ร้าง

 

รอยยิ้มที่แช่มชื่นของทุกคนแต่งแต้มบรรยากาศของยามราตรีให้ชื่นบาน กลิ่นดอกไม้ราตรีที่ล้วนหลบกลิ่นยามกลางวันหอมจรุง

ลาน ม้าหินมีร่างล้อมอยู่เต็มแน่นไม่ต่างจากยามมีแสงอาทิตย์ หากแสงสลัวรางที่เห็นบรรยากาศภายนอกนั้น กลับเปล่งเรืองออกมาจากเหล่าผู้ที่มาล้อมวง  รอยยิ้มที่แลกให้กันอบอุ่น

ผมมีความสุข

 

อร เผยยิ้มอ่อนโยน หลังจากการต่อสู้ที่ดุเดือดและยาวนาน บัดนี้อรคือผู้ปกป้องคุ้มครองอาคารเรียนหลังนี้โดยสมบูรณ์ อดีตและความหลังครั้งก่อนเก่าไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไป

 

พระจันทร์ เสี้ยวดวงงามลอยกระจ่างกลางฟ้า ปราศจากเมฆมาบดบัง เป็นท้องฟ้าที่หาได้ยากกลางหน้าฝน เบญกำลังแสดงกลไพ่อย่างชำนาญ สะรุดทำท่าไม่สนใจ และเบสแกล้งหลับ

... เคยเห็นวิญญาณหลับไหมล่ะครับ

เนี่ย ชะตาของสะรุดบอกว่า กำลังมีเรื่องให้หมองหม่นลงหน่อย แต่จะไม่ถึงชีวิต แถมไม่เป็นไรอยู่แล้ว เพราะมีคนสวยคอยช่วยปลอบใจ

เบญปรายสายตาหวานหยาดเยิ้ม ทีเล่นทีจริงไปให้วิญญาณเด็กหนุ่มที่กดมุมปากลงคล้ายจะหยัน ทำตากลอกขึ้นฟ้าอย่างไม่ปิดบัง

ตรงเผงอย่างกะเป็นเหตุเสียเอง

คราวนี้เบญเอนตัวทาบแข็นแข็งแกร่งลงคล้ายเถาไม้เลื้อย แววตาคมปลาบเป็นแววน่าพิศวง

 

น่า เชื่อหน่อยก็ดีนะ อุตส่าห์ทำนายไม่คิดตังค์ ต่อให้เทพเทวดาหากยังเวียนวนในฉกามาพจรย่อมต้องมีทุกข์จรทุกประจำอยู่ร่ำไป ตัดอดีตได้แล้ว ต่อไปอนาคตจะเกิดอะไรก็ต้องผ่านไปให้ได้ จำคำเบญไว้เถอะนะ นะ

ตางามกระพริบ กลับเป็นรอยหวานเชื่อมดังเดิม คางคล้ำเนียนก่ายเกยหัวไหล่ล่ำสัน เล่นเอาสะรุดเกร็งตัวแน่น หากเลือดชายสุภาพบุรุษทำให้เกรงใจจนเกินกว่าจะเบี่ยงปัด ได้แต่นั่งตัวแข็งเป็นเสาหิน

...แม้แต่สมัยนี้ การกระทำแบบนี้ก็จั๊กจี้น้อยเสียเมื่อไร

 

เสียงกรนของเบสเงียบไปครู่หนึ่ง...

ทุกอย่างเงียบลงอย่างน่าพิศวง จนเสียงขยับตัวแกรกดังขึ้น

 

โอ๊ย เมื่อไหร่จะคิสกันซะที หรี่ตาเหล่ดูนานแล้วนะ เอาแต่ปล่อยให้เจ๊เขารูดเป็นเสาอะโกโก้อยู่ได้ ไม่มันเลย พี่หลุด เป็นพระอิฐพระปูนหรือนกเขามันดีดปี๊บไม่มีเสียง

 

เบญหัวเราะคิกทันควัน ในขณะที่ใบหน้าของสะรุดแดงฉานด้วยความอับอาย

ดูนั่นดูนั่น กำมือแน่นเลยพี่หลุดก็ ลูกผู้ชายน่ะ อั้นไว้ไม่ดีกับสุขภาพนะ กิ๊วๆ...

อรหัวเราะเบาๆ ในขณะที่เบญรั้งแขนแกร่งแน่นขึ้น ซบพวงแก้มนุ่ม ปากก็ว่า

ตายแล้ว... เบสอิจฉาเหรอ แย่จังเลยนะ ไม่มีแฟนก็อย่างนี้แหละ ต้องคอยจิกกัดคนรักกันหวานชื่นไปวันๆ

ว่าแล้วก็แกล้งหัวเราะเหมือนนางร้ายในละคร

หรือว่าจะหึงสะรุด บอกก่อนนะว่า พี่หลุดของเธอ มีเจ้าของแล้วนะจ๊ะ

เบสเห็นดังนั้น มีหรือจะพลาดมุกทำนองนี้ ร่างขาวสูงทอดเข่าลงพับเพียบกับพื้นทันควัน

ขออภัยเจ้าค่ะ เสียงบีบแหลมนั้นล้อเลียนอย่างเห็นได้ชัด

เบสไม่บังอาจหรอกเจ้าค่ะ แค่คนใช้ต่ำต้อยด้อยวาสนา...

ว่าแล้วก็ลุกขึ้น วาดมือราวกับกำลังเล่นละครเวทีอยู่ก็ไม่ปาน

โอ... แม่จ๋า ทำไมแม่มาทิ้งเบสไว้แล้วตั้งชื่อจริงเบสว่า ดาวมฤตยูสุดแสนอำไพ ทิ้งให้เบสเป็นคนใช้อยู่เดียวดายตายเถาไปวันๆ

เงียบ... สะรุดพูดเหมือนจะสำลัก ใบหน้าเกร็งพอๆกับแขนข้างที่ถูกร่างอวบอัดเกี่ยวเกาะ

 

แม้เบสจะมี คุณหลุด... คำพูดทอดหางเสียงให้สั่นสะท้านชนิดดาราบรอดเวย์ต้องอับอาย

แต่คุณหลุดก็มีคุณเบญสุดสวยและอึ๋ม ขาดหมวยไปอย่างเดียว เป็นเจ้าของไปแล้วแท้ๆ

 

เงียบ!!

 

แสงขาวพลุ่งไปรอบบริเวณ เมื่อจางลง เบสก็หายไปแล้ว

เบญผละมาจากแขนสะรุด พลิกไพ่ หลังจ้ะ

สะรุดยกแขนขึ้น รับลูกเบสบอลที่มีเป้าหมายเป็นหมวกกะโล่นั่นอย่างรวดเร็ว

เล่นจะให้ถึงตายเลยเหรอ ใจร้ายจัง

เบสทำเสียงเล็กเสียงน้อย

พี่ หลุดทำไมทำกับดาวมฤตยูอย่างนี้ได้ ไม่มีเสียงตะโกน หากแสงระเบิดจากคลื่นเสียงที่ไม่มีใครได้ยินก็ตามมาเรื่อยๆ เบสคว้าไม้ค้ำถ่อจากอากาศว่างเปล่า ค้ำพื้นหลบซ้ายขวาได้ราวกับนักกายกรรมอาชีพ ก่อนจะโดดขึ้นสูงเหลือเชื่อ

อย่าเงยหน้าขึ้น ตั้งรับจากล่างซ้าย

เบญเงยหน้าจากกองไพ่บนม้าหิน พอดีกับจักรปลายคมของทศกรีฑาตวัดแฉลบไปเฉียดฉิว

เฮ้ย

 

เพชรชักนึกสนุก ก็ละจากบทสนทนากับอร ถือคอมพิวเตอร์เครื่องโปรดเข้าร่วมวงอีกคน

ไม่หนุกนะ สองรุมหนึ่ง มาช่วยด้วยละกัน

ว่าแล้วก็พิมพ์คอมพิวเตอร์อย่างแคล่วคล่อง ผมชะโงกหน้าไปมอง

ภาพที่อยู่ที่จอ เป็นเส้นสีฟ้าเรืองตัดโยงกันไปมาเป็นโครงร่าง ร่างของสะรุดและเบสนั่นเอง

น้ำเสียงเรียบเฉย ไร้อารมณ์พูดลอยๆ

เอี้ยวสะบักขวาแล้วกดศอกลง

คราวนี้ศอกของเบสพุ่งตรงจากฟ้าไปที่ท้ายทอยของสะรุดในองศาที่เจ้าตัวยังประหลาดใจ

 

หันกลับไปแล้วกดคลื่นความถี่ต่ำลงที่ทิศเฉียงสี่สิบห้าองศา

เบญเพิ่มรายละเอียดเมื่อเห็นเพชรทำบ้าง ฝุ่นคลีฟุ้งกระจาย แล้วเบสก็ทะลวงลงสู่ความว่างเปล่า

ตวัดเข่าขวาลง สร้างอาวุธยาว

เตรียมตวาดจากสองมุมตรงนี้ไม่พลาดแน่นอน

การต่อสู้ระหว่างเพื่อน กลายเป็นเกมส์วิญญาณไปในทันตา

 

สักพัก นักสู้ ทั้งสอง ก็คุกเข่าหน้ามืด แม้จะตัดอดีตได้และมีจิตที่กล้าแกร่งขึ้นอีกมหาศาล แต่การสู้กันข้ามคืนดูจะไม่ค่อยถนอมจิตและสมาธิมากไปนิดหนึ่ง

เบญรีบวิ่งไปประคองด้วยท่าทีห่วงใย สะรุด โถ... ไม่น่าต้องสู้จนหักโหมเลย นี่ทำเพื่อเราใช่ไหม น่าสงสารที่สุด

ในขณะที่ผู้รับเคราะห์พูดยังไม่ออกด้วยความเหนื่อยจัด...

ผมรู้ดีนี่ครับ ว่าความเหนื่อยระดับนี้มันเป็นอย่างไร ก็เคยโดนมากับตัวแล้วแท้ๆ

ฮะ...ฮะฮะ... แค่... นี้ก... ก็เหนื่อ... ก็เหนื่อยแล้ว... แบ... แบบนี้ เรีย... เรียกว่าต... ตัดอดีตแล้วได้ยังไง

ฝ่ายแดงส่งคำพูดที่ฟังไม่ค่อยออกมาท้าทาย

 

เมื่อฝ่ายแดง ฝ่ายน้ำเงินและเหล่าพี่เลี้ยง พากันขึ้นตึกไปภาวนาสมาธิกันเรียบร้อยแล้ว ลานม้าหินก็เงียบสงัดลงไปอีกครั้ง

แสง จันทร์แสนจางจับลงบนใบหน้าของผู้เป็นเจ้าของผืนที่อันเงียบสงบแห่งนี้ หลอมรวมกับพลังอันเข้มข้นภายใน ส่งให้ร่างงามนวลกระจ่างเป็นสีเงินยวง ราวกับจะเปล่งประกายแทนแสงจันทร์

เหลือเราอยู่สองคนแล้วนะ อรพูดขึ้น น้ำเสียงเรียบเรื่อย

เหมือน วันแรกที่เราสองคนเจอกัน ใต้ความเงียบสงบไม่มีความโหยหาเจือปน เป็นการพูดคุยธรรมดา อรตัดอดีตได้แล้ว เรื่องที่ผ่านมาคือผ่านมา ผ่านไปคือผ่านไป ไม่ยึดติด

หากผมยังยึดติดนี่นา...

ใช่ เหมือนวันที่เราพบอร

 

รู้ใช่ไหม ว่าคำทำนายของเบญพลาดแค่ครั้งเดียว

ใช่

ใบหน้าของอรยิ้ม มันคือยิ้มที่เจิดจรัส แต่เป็นปริศนา

ช่างเหมือนกับวันแรก วันที่ผมตกลงมาจริงๆ

 

นับ แต่นั้น เวลาก็สั้นแต่เหมือนยาว คือ รู้สึกสนิทสนมกับเพื่อนใหม่มาแสนนาน ทั้งที่เวลาผ่านไปไม่ถึงสัปดาห์ แต่ก็ยาวเหมือนสั้น เพราะมันไม่ต่างกับการลัดนิ้วไปชั่วข้ามคืนเลย

ผมถอนใจกับความรู้สึกที่มี

เพราะฉะนั้น คนที่จักจากไปจากที่นี่ ก็ต้องมี อรเอ่ยขึ้น และผมเดาเหตุการณ์ได้

ใช่ ผมลุกขึ้นยืน

ผมใช่ไหม

สายลมพัดแผ่วเบา นำความอบอุ่นจากร่างที่เปล่งแสงเรืองรองของอรมาสู่ร่างทิพย์ของผม

เราใกล้ชิดกันหรือเปล่านะ...

 

ยอด ยังมีทางเลือก เพราะหากคำทำนายตีความไปว่า สมาชิกถูกพรากไปจากกลุ่มวิญญาณที่ไม่มีเจ้าเรือน สมาชิกคนนั้นก็ต้องเป็นเรา เพราะเราได้กลายเป็นเจ้าเรือนไปแล้ว  อรพูดพลางยิ้ม

ผมยิ้มร่าอย่างนึกได้ โล่งอก

จริงด้วยสิ แปลอย่างนั้นก็ได้นี่นา

หากรอยยิ้มในดวงหน้างามเลือนลงเล็กน้อย

ตอนนี้ทั้งหมดก็อยู่ที่ยอดเป็นคนตัดสินใจแล้วนะ ว่าจะอยู่ที่นี่...

อรพูดทอดจังหวะ แสงจันทร์จางทอดให้เห็นลานม้าหินที่สงัดเงียบ อาคารเรียนที่เห็นเป็นโครงเค้าเลือนราง สง่างามและศักดิ์สิทธิ์

... ในที่ที่กระแสเวลาหยุดนิ่ง ที่ที่ยอดจักเป็นแบบนี้ อยู่อย่างนี้ไปได้จนกว่ายอดจักพอใจ ตลอดไปเลยก็ย่อมได้

 

หรือจะก้าวไปกับกระแสเวลา เกิดแก่เจ็บตาย มีสุขมีทุกข์ตามธรรมชาติของโลกมนุษย์...

รอยยิ้มนั้นเวิ้งว้าง

กลับไปเป็นมนุษย์ คืนสู่ร่างของตัวเอง

 

แล้วร่างของเราจะเป็นยังไง ถ้าเราไม่กลับไป ผมถามด้วยความสงสัย

สรรพสิ่งเป็นอนิจจัง ไม่นานก็เปื่อยสลายไป

คำ ตอบเป็นดังที่คาด แล้วยอดก็จักได้ชดใช้กรรมที่นี่ ตัดอดีตได้สุดท้าย หากต้องการ ก็ไปสู่สุคติ กลับวนเวียนในวัฏสังสารในรูปแบบใหม่ ละทิ้งความทรงจำที่เป็นของเก่านี้ทิ้งไป

หากแววตาของอรไม่อิ่มเอิบแต่ว่างเปล่า ผมคงคิดว่าอรกำลังหวนคิดถึงอดีตสมัยที่ตนเป็นนักเรียนเด็กหญิง

แต่ การอยู่กับ กาลเวลา ก็คือการถูกร้อยรัดในรูปแบบหนึ่ง ในขณะที่คนที่ยอดรักทุกคนกำลังไหลไปตามกระแสแห่งกาลเวลา ยอดถูกกักไว้ ยอดก็ต้องเห็นความเปลี่ยนแปลงในขณะที่ยอดไม่สามารถเปลี่ยนได้

เสียงนั้นทอดเรื่อย ยอดอาจต้องรับรู้ความทุกข์ของคนที่ยอดรัก คนแล้ว...คนเล่า

 

ถ้าผมเลือกกลับ... ครั้งนี้ผมเว้นไว้

ยอดอาจจักจำได้หรือไม่ได้ในสิ่งที่เกิดขึ้น

จะ จำได้หรือไม่ ก็ต้องทำความดีต่อไป แม้ขอบของมันจะเบาบาง อรพูด สักวันหนึ่งยอดก็อาจตัดสินใจผิดอีกครั้ง เหมือนกับวันนั้น แล้วยอดก็จะได้ทำในสิ่งที่เป็นบาปมากกว่าบุญ

 

ผมนิ่งงัน ไม่ว่าจะเลือกทางใด ผมไม่สามารถหันหลังกลับได้อีกครั้ง

ทาง หนึ่ง ผมต้องทิ้งหนทางข้างหน้าทั้งหมด อยู่กับความสุขในขณะนี้ไปตลอดกาล อีกทางก็ต้องตัดใจจากเพื่อนใหม่ที่กำลังมีความสุขด้วยกัน แล้วก้าวออกไปไม่ว่าด้วยความสุขหรือทุกข์ที่พร้อมจะโถมเข้าหาในอนาคต

เสียงหัวเราะร่าของเบสลอยมาจากชั้นสอง มีอานุภาพเหมือนมีดโกนเนื้อคม

 

คงได้เวลาแล้ว มาด้วยกันสิ

อรลุกขึ้น ก้าวไปตามถนนที่ตัดผ่านหนาตึก สายที่ผมพยายามเดินออกไป แล้วถูกพันธนาการในวันนั้น

ท่ามกลางแสงไฟของยามดึกจนจวนรุ่ง อรนำหน้า ผมเดินตามหลัง เหมือนเหลือเกิน กับคืนที่พาผมมายังจุดนี้

ราวกับหมุนเวลาย้อนกลับ

แล้วเราก็ยืนอยู่หน้าโรงพยาบาลทหาร ที่เดิม... ที่ที่ร่างผมนอนอยู่

ในห้องสีขาว ประดับประดาอย่างธรรมดานั้น มีร่างสันทัดค่อนไปทางผอมของเด็กรุ่นคนหนึ่งนอนหลับอยู่

เส้น ผมสีดำตัดสั้นแนบสนิทกับหมอน บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยผ้าพันแผลสีขาวเป็นส่วนเล็กๆ บ่งว่าทางกายภาพแล้ว แผลนั้นไม่ได้ร้ายแรงเลย ขนตาสีดำสั้นๆ ทาบเหนือสันแก้มที่บัดนี้เริ่มปรากฏชัดเพราะความซูบตอบ ที่แขนมีสายยางเจาะผ่าน มอบอาหารที่แทบไม่เพียงพอให้กับร่างหยาบนั้น

...ร่างของผมเอง

มือที่ทอดไปตามผืนผ้าปูเตียงสีขาว ราวกับจะเทียบความซีดเซียวของสีผิว ผมก้มลงมองมือของตัวเอง แล้วค่อยๆ ประคองมันขึ้นมาเบาๆ

 

เพียงไม่ถึงสัปดาห์ มันช่างเหลวลงได้ขนาดนี้ ราวกับไม่ได้ใช้งานมานานนมแล้ว

 

ยอด ประตูเปิดผาง ไม่น่าเชื่อว่าในเวลาดึกขนาดนี้แล้ว จะมีคนมาเยี่ยมคนไข้ได้

แม่ พ่อ ผมเผลออุทานออกมา

พ่อ แม่ของผมเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในต่างประเทศ นานๆ จึงกลับมาเมืองไทยสักทีหนึ่ง หากวันนี้ทั้งคู่ดูหม่นหมอง หมดความภูมิในเชิงธุรกิจโดยสิ้นเชิง

โธ่ยอด ร่างทั้งสองผ่านผมไปอย่างไม่ไยดี แม่ของผมทรุดลงข้างเตียงนั่งลง

มือที่สะอาดเอี่ยมแตะร่างที่สลบไสล ค่อยลูบแก้มเย็นชืดนั้น

นอน หลับให้พอเสียนะลูก แล้วตื่นมาเสียที เป็นเด็กเป็นเล็ก โดดเรียนไม่น่ารักนะ เสียงของแม่นุ่มนวล ปลอบประโลมเหมือนเช่นยามที่ผมเกาะติดแม่ไม่ห่างในยามเด็ก

ตื่นมาแล้ว แม่จะพาไปกินไอศกรีมเจ้าอร่อยที่ลูกไปกินประจำด้วย แล้วเราก็จะไปซื้อดอกกุหลาบสวยๆ มาปลูกไว้ที่หน้าบ้าน...ให้ดอกสวยๆ บานตอนที่ลูกจะไปสอบ ลูกจะได้บอกว่า ดอกไม้อวยพรให้ เหมือนที่เคยบอกกับแม่

นิ้วนวลลูบแก้มที่เคยเล็กเพียงปลายโป้ง กลิ่นน้ำนมที่เคยจำได้ยังกรุ่นอยู่ในความทรงจำแม่ ผมรู้ดี

เดี๋ยวแม่ไปห้องน้ำก่อนนะจ๊ะ

ร่างตรง สง่างามเดินออกไปหน้าประตู ด้วยความรู้สึก ผมและพ่อเดินตามออกไปพร้อมกัน

 

น้ำตาของสตรีผู้เข้มแข็งหยาดต้องพื้นกระเบื้องยางสีขาวสะอาด

ขอโทษค่ะ คุณ อุตส่าห์สัญญาแล้ว ว่าจะไม่อ่อนแอให้ลูกเห็น

ร่างสง่างามของพ่อโอบกอดแม่ไว้

เธอทำได้ดีแล้ว ที่รัก เสียงนั้นสั่นเครือ ทำได้ดีจริงๆ

 

ผมยืนอยู่ตรงนั้น วิญญาณทั้งดวงสั่นสะท้านด้วยความทุกข์ทรมาน ใครว่าผมเป็นวิญญาณแล้วจะไม่บาป

ผมกำลังฆ่าคนที่รักผมทั้งเป็น

 

แม้ ว่าพวกเขาจะอยู่ห่างจากผมสักแค่ไหน ไกลจนลัดฟ้า ไม่ว่าผมจะเป็นอย่างไร ความฝันอันเจิดจรัสของทุกคนทุกผู้ คือการมองเห็นคนที่ตนรักได้มีความสุข ก้าวต่อไปข้างหน้า

...ผมไม่ควรจะทำให้คนอื่นมีความสุข โดยละทิ้งความสุขของตัวเอง

... แต่ผมจะมีความสุขหรือ หากว่าพวกเขาต้องทรมานขนาดนี้ เพียง...ไม่ใช่ความเป็นความตาย หากเป็นเพื่อความสุขชั่วครู่เดียวเท่านั้น

 

ผมวิ่งกลับไปที่เตียง ชกซ้ำๆ ไปที่ข้อมือเด็กวัยรุ่นไร้สมองคนนั้น

ผมรู้... เขาไม่เจ็บ ผมเองที่เจ็บ

เจ็บเข้าไปถึงหัวใจ ลึกที่สุดภายในทีเดียว

 

ผมหันไปหาอรที่ยังยืนอยู่ด้วยท่าทางที่สงบ

ตัดสินใจได้แล้วใช่ไหม อรยิ้มอย่างอ่อนโยน

ผมพยักหน้า

เดี๋ยวววววว

เสียงยียวนที่ร้องลั่นนี้ ไม่ใช่ใครอื่นแน่นอน

เบสปรากฏตัวขึ้น

"มาแล้วค้าบบบ มาส่งน้องใหม่นะเนี่ย มาเร็วไปเร็วดี"

ใจคอจะไปไม่ร่ำลา สมเป็นคนที่โดดตึกดื้อๆ จริง

คำพูดประชดประชันแบบนี้ จะเป็นใครไปได้นอกจากสะรุด

เส้นผมหยักศกสลวยโผล่แกข้างไหล่ล่ำสัน

ต่อไปนี้ ชีวิตมีแต่ขึ้นกับขึ้นแน่นอน ฟันธงจ้ะ... แก่ขึ้นน่ะนะ

 

และสุดท้าย คนที่ยืนอยู่ห่างๆ แว่นตาและคอมพิวเตอร์ ดูจะเข้ากับสถานการณ์ที่สุดในกลุ่มวิญญาณทั้งหมด

มาส่ง เพชรพูด

ผมยิ้ม ขอบตาร้อนผ่าว ขอบคุณทุกคนมากนะครับ

 

เบญ ยิ้มให้ด้วยรอยยิ้มปริศนา แววตาคมปลาบ จะจำเรื่องของพวกเราได้หรือไม่ ก็ขอให้จำเอาไว้ให้ดีว่า สุขทุกข์ของสัตว์โลก เป็นของธรรมดาในโลกมนุษย์ อย่ากลัวที่จะเห็นคนอื่นทุกข์ พอๆ กับอย่ากลัวที่จะทุกข์

ลมอุ่นๆ พัดเข้ามาในโรงพยาบาลทางช่องหน้าต่างเล็ก ผ้าม่านปลิวสไว

ตีสามยามกำลังเหมาะ เบสพูดงึมงำอย่างเคย ปลายเท้าเคลื่อนไปอยู่หน้าเครื่องวัดอัตราการเต้นของหัวใจ

สนุกละ มือเล็กเอื้อมไปหน้าเครื่องจักร ปล่อยให้มันค้างไว้

ผมเห็นกระแสไฟฟ้าแล่นปลาบจากมือเพชรไปที่เครื่องจักร แล้วหยุด

 

ตี๊ดดดดด

 

เสียงการเต้นสม่ำเสมอ กลายเป็นเสียงยาวต่อเนื่อง กรีดก้องในความว่างเปล่า

 

ทุกอย่าง ต่อจากนั้นช่างรวดเร็วเหลือเกิน พ่อแม่ของผมเข้ามาเห็น กดกริ่งเรียกพยาบาล แพทย์พยาบาลปรากฏตัวอย่างรวดเร็ว ตามด้วยเครื่องปั๊มหัวใจ น้ำเกลือ...

ทุกอย่างรอบตัวของผมหมุนคว้างเป็นวง กลายเป็นสีม้วนหมุนไปมา แล้วกลายเป็นสีเทา

...หลังจากนั้นก็มืดสนิท

--

 

มัธยม ศึกษาปีที่ห้า ตึกสี่ ห้องสองสองห้า คละของสายวิทยาศาสตร์วันนี้ ดูจะมีงานฉลองใหญ่ ข่าวว่าหัวหน้าห้องที่ประสบอุบัติเหตุบางอย่างจนต้องเข้าโรงพยาบาลไปหนึ่ง อาทิตย์เต็มๆ ได้สติมาครบเดือนแล้ว

แต่บางข่าวก็บอกว่า ท่าทางหัวหน้าห้องจะได้รับการกระทบกระเทือนอย่างแรงไปสักหน่อย เพราะจากเดิมที่งานสมบูรณ์แบบ ไม่มีขาดตกบกพร่อง ก็กลายเป็นงานสายบ้าง เส้นตายบ้าง ผลงานไม่แนบเนียนเหมือนเก่า เช่นโปสเตอร์ที่ออกแบบจากทางห้อง ควรจะเป็นการออกแบบทางคอมพิวเตอร์ด้วยเทคนิคชั้นเซียน ก็กลายเป็นอะไรไม่รู้ได้ที่มีรอยไม่สม่ำเสมอเหมือนคนทำเป็นคนละคนหลายคนรุมกันยำ เป็นที่น่าเสียดายทรัพยากรของทางบุคคลของโรงเรียนอุดมสิกขวิทย์อย่างยิ่ง

อย่างไรก็ดี ผลงานใดก็ตามที่ต้องการคนจากห้องสองสองห้า เด็กที่มามักจะเกินกำหนดไปอย่างละคนสองคน แถมพกด้วยความตั้งใจแบบที่ไม่มีห้องไหนเทียบได้

และนักเรียนบางคนก็ให้ ข้อสังเกตว่า น่าจะเป็นเพราะการที่หัวหน้าช่วยชีวิตเด็กนักเรียนในห้องคนหนึ่งไว้ ทำให้นักเรียนต่างพูดถึงหัวหน้าในเชิงที่ดีขึ้น

ไม่น่าเชื่อว่า สาวๆ ในห้องบางคน ถึงขั้นยกหัวหน้าห้องซึ่งมีร่างสันทัดค่อนผอม ใบหน้าเรียบจืดผู้นั้น ให้เป็นหนุ่มในฝันด้วยซ้ำ

...แหะๆ ผมเติมอันหลังเองครับ

 

ไม่น่าเชื่อว่า ผมสามารถจำเรื่องราวทั้งหมดได้ แต่ผมเชื่อว่า ทุกคนจะคิดว่ามันเป็นความฝัน

ตั๋งและส้มกลายเป็นคู่เดท ที่ยังไม่เป็นแฟนกัน ซึ่งเป็นคู่ที่ผมสามารถนำเสนอเป็นแฟ้มใส่ผลงานได้

อย่างไรก็ดี การขาดเรียนไปหนึ่งสัปดาห์ ทำให้ผมต้องตามงานน่าดู ทั้งงานห้องและงานเรียน

เรื่องนี้ตั๋งช่วยผมได้เต็มที่ ไม่ขาดตกบกพร่อง พร้อมทั้งแอบขอให้ผมช่วยเร่งส้มให้เห็นใจเขาเร็วๆ เป็นการแลกเปลี่ยน

 

ผมรู้สึกเหมือนเพิ่งหลุดมาจากหนังสือโรงเรียนโบราณ มีโลกวิญญาณเป็นประตูสื่อกลาง ทั้งๆที่ผมก็กลับมาอยู่ที่เดิม

มีแต่มุมมองของผมเท่านั้นที่เปลี่ยนไป

ผมยังมีหน้าที่ที่จะทำความดีในแบบของผมต่อ เพื่อชดใช้กรรมที่ผมได้ก่อให้กับตนเอง

 

อาจารย์ไม่ว่างในคาบนี้ และผมก็ง่วงไม่น้อย

การหลับบนโต๊ะเป็นทางเลือกที่ไม่เลวนัก

 

หน็อย... บอกจักเป็นหัวหน้าที่ดี มาหลับในห้อง ต้องสั่งสอนเสียหน่อย

เสียงคุ้นๆ ลอยมาเข้าหู

เดี๋ยวสิ โวยไปเขาก็ไม่เห็นหรอก สะรุดนี่ก็ เอ๊...

เสียงที่สองลอยตามมา เสียงของเบญ

 

ร่างอวบอัดรั้งลากร่างแข็งแกร่งผ่านประตูหน้าไม้หน้าห้องไปชั่วแวบ

โอ๊ย... เบาหน่อยเบญ เราเจ็บ

อย่าทำเป็นสำออยไปเลย คราวก่อนเห็นเสี่ยงตายสู้กะนายพลซะหน้าผากเป็นรู เจ็บซะหน่อยจะเป็นไร ไม่เห็นใจคนดีนัก

ผมหายง่วงทันที

 

หรือว่า...ปาฏิหาริย์จะยังไม่จบ...

 

๑๒ ธันวาคม ๒๕๔๙