0

                ...น่าเบื่อ... ข้าถอนใจ

                ชีวิตในตู้ปิดมืดทึบ

                ไร้ตะวันจันทรา

 

                ช่างน่าเบื่อ

                ทุกคนเหมือนน้ำค้าง

                แสนอ่อนแอ...

 

                ข้าอยู่ในนี้มาแสนนาน ม้วนตัวอยู่ในห้วงอวกาศอันมืดทึม... ทุกคนใกล้ข้าช่างแสนจะบอบบาง เพียงขยี้ด้วยกำมือก็แหลกสลายเหมือนฟองคลื่น

ข้าขยี้มัน... แล้วมันก็กลับมารวมตัวกันใหม่ แล้วข้าก็ขยี้มัน

พวกมันร่ำร้องไห้จนเบื่อจะร้อง มันกรีดเสียงจนไม่มีเสียง ข้าเองก็ทำลายมันจนเบื่อที่จะทำลายแล้ว

หากข้ากับพวกมันมีจุดประสงค์เดียว เพื่อออกไปจากที่แห่งนี้ เพื่อสัมผัสแสงตะวันจันทรา อาศัยอยู่ใต้ผืนฟ้า ร่ายรำล้อสายลมและแสงดาว

และแน่นอน... เพื่อสังหารมนุษย์... อาหารอันโอชะ พวกเราล้วนหิวโหย... หิวจนแทบจะกินกันเองจนหมดสิ้น

สายตาของข้า อำนาจของข้าเล็ดรอดออกไปได้แล้ว หากตัวข้ายังถูกกักขัง

แต่ข้ารู้... รู้ด้วยอำนาจของข้า อีกไม่นานจะมีผู้มาปลดปล่อยพวกเรา

ผู้มีอำนาจแฝงเร้นแรงกล้า ฉายแสงชัชวาลยิ่งกว่าจันทร์เพ็ญคืนใด.

ข้าจะรอให้มันปลดปล่อยข้าด้วยความยินดียิ่ง

และอำนาจของมันจะได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของข้า.... ไปตลอดกาล

 

1

 

สนามบินชิคาโก โอแฮร์ มลรัฐอิลลินอย สหรัฐอเมริกา

ขอโทษนะครับ ขอเบอร์เกอร์ที่อันไม่ใช่เนื้อครับ

ภาษาอังกฤษเสียงตะกุกตะกัก สำเนียงหนาหนัก ดังออกมาจากปากเด็กหนุ่มปลายวัยรุ่นร่างสันทัด ผอมเก้งก้าง ผิวสีน้ำตาลอ่อนเนียนเหมือนเปลือกไข่ ใบหน้าเข้มคมเหลอหลาเด๋อด๋าเต็มที่

ขอโทษนะคะ ไม่ทราบว่าต้องการอะไรนะคะ

พนักงานฟาสต์ฟู้ดสาวประจำสนามบินตอบกลับมาเป็นภาษาอังกฤษ ผมหยิกขอดของเธอเป็นประกายน้ำมันจากร้านของทอดแวววาว ใบหน้าสีเปลือกไม้วาววับมีแววสงสัยงงงวย

เบอเก้อโนมี้ด โผมไม่ก...กินเนื้อ เด็กหนุ่มย้ำ ท่าทางประหม่ามากขึ้นจนแทบฟังไม่เป็นภาษา

เอ่อ... ค่ะ หญิงสาวพิมพ์คำสั่งลงในอุปกรณ์จิ๋วตรงหน้า ตัวเลขสีเขียวใสปรากฏขึ้น สี่เหรียญยี่สิบแปดเซ็นต์ค่ะ

เด็กหนุ่มกลืนน้ำลายดังเอื้อก ต... แต่ว่า... เขาชี้นิ้วถี่ๆ ไปที่ป้ายราคาเหนือศีรษะพนักงาน สามเหรียญเก้าสิบเก้า เบอเก้ออย่างเดียว

                อ๋อ สามเหรียญเก้าสิบเก้าเป็นราคาก่อนภาษีค่ะ รวมภาษีแล้วก็เป็นสี่เหรียญยี่สิบแปดเซ็นต์ค่ะดวงตาสีน้ำตาลอ่อนของเธอมีแววขบขันปนระอา มือเคาะแป้นอุปกรณ์ชำระเงินอย่างกังวล เด็กหนุ่มรีบยื่นธนบัตรใบละห้าเหรียญให้อย่างเกรงใจ

                เสียงสัญญาณดังขึ้น หญิงสาวคว้าถุงกระดาษใบฟีบมีรอยเปื้อนตรงก้นถุงให้พร้อมเศษเงินทอน เศษเหรียญกระทบกันกรุ๋งกริ๋ง นี่ค่ะ เงินทอนเจ็ดสิบสองเซ็นต์ เบอร์เกอร์โนมี้ท กินให้อร่อย ยินดีต้อนรับสู่ชิคาโกนะคะ พนักงานสาวว่า ยิงฟันขาวจ้าตัดกับสีผิวเข้มจัด

                เด็กหนุ่มคว้าเศษเหรียญใส่กระเป๋ากางเกงยีนส์  ถอนหายใจเฮือก... แฮมเบอร์เกอร์อันหนึ่งราคาเหยียบสองร้อยบาท คงพอประทังหิวได้บ้างละมั้ง

                มือสีนวลคว้าขนมปังมากัด ชะงัก เปิดฝาขนมปังออกดู

                ว่าแล้วสนธยาก็ถอนใจเฮือกใหญ่... แฮมเบอร์เกอร์ใส่แต่ชีส ราคาเหยียบสองร้อยบาทสินะ

               

                สายลมหน้าร้อนของเมืองลมแรงม้วนตัวออกนุ่มนวล หอบเอากลิ่นความชื้นมาปะทะจมูก ท้องฟ้าทึบเป็นสีม่วงเทาไม่เห็นดวงอาทิตย์ ที่กลางฟ้าเห็นเส้นผ่าระหว่างสีเข้มกับอ่อนเจือจางเหมือนเส้นแบ่งระหว่างกลางวันกับกลางคืน  เวลาพลบค่ำของฤดูร้อน แตกต่างจากท้องฟ้าเมืองไทยราวกับเป็นอีกมิติหนึ่ง

                สนธยามองนาฬิกาข้อมือ... สามทุ่มครึ่ง มีเวลาอีกสองชั่วโมงก่อนที่รถของมหาวิทยาลัยจะมารับ

                ข้อแข็งเกร็งแบกกระเป๋าใบโตไว้สองใบ แผ่นหลังมีสายเป้รัดแน่น น้ำหนักกระเป๋ารวมกันแทบจะมากกว่ามากกว่าน้ำหนักของเขาเองเสียด้วยซ้ำ เพียงแบกกระเป๋าข้ามอาคารไปยังท่ารถ หัวไหล่กับข้อศอกของชายหนุ่มก็ประท้วงด้วยความปวด ลมหายใจขัดถี่ ล่าสุดที่เขาออกกำลังกายจริงๆ จังๆ มันเมื่อไหร่กันนะ

                เอาไปเถอะ เหลือดีกว่าขาด อยู่ที่นั่นจะมีหรือเปล่าก็ไม่รู้ ไม่มีใครดูแลเราแล้วนะลูก

                เพียงนึกถึงเสียงอ่อนปนเศร้านั้น เด็กหนุ่มก็ใจหาย นึกถึงใบหน้าหวาน สายตาเศร้าสร้อยของมารดาที่คงไม่ได้พบกันอีกนาน

                หากความหน้าตื่นเต้นตรงหน้าก็ทำให้เขาแทบอดใจไม่ไหวเช่นกัน

                ทำไมจะไม่ตื่นเต้นล่ะ นี่มันเป็นครั้งแรกที่เขาได้เหยียบอเมริกา อเมริกาเชียวนะ! ดินแดนแห่ง อิสระเสรี ดินแดนแห่งฮอลลีวู้ด คาวบอย แฟชั่นและเสียงดนตรี ดินแดนที่เป็นต้นแบบของอเมริกันดรีม ความฝันที่ว่าไม่ว่าใคร มาจากไหน ฐานะอย่างไร ก็สามารถเฟื่องฟู งอกงาม และร่ำรวยหรูหราได้ทุกคน

                พ้นจากสนามบินแห่งนี้ไป คือประตูเปิดกรงกักขังเด็กหนุ่มอย่างเขา สนธยา ศาสตราคราส ให้เปิดกว้าง ได้โผบินไปดังใจต้องการ

                อาจตลกไปหน่อยที่จะมองเด็กหนุ่มอย่างเขาว่าเป็นนกน้อยในกรงทอง จริงอยู่ เขามีสังคม มีชีวิตมัธยมปลายที่ไม่ได้เคร่งครัดขัดสน ชายหนุ่มได้เตะบอล ได้เล่นบาส เล่นเกมบ้านเพื่อน ได้เที่ยวสยาม ดูหนัง ทำอะไรก็ตามที่เขาอยากจะทำ... นอกบ้านน่ะนะ...

                แต่ในบ้านเป็นคนละเรื่องกัน ตั้งแต่แม่แต่งงานใหม่กับพ่อเลี้ยงผู้ร่ำรวยเมื่อเขาอายุได้เจ็ดขวบ กับลูกๆ อีกสองคน ชายหนุ่มก็ค่อยๆ ถูกจำกัดอิสรภาพ ถูกนำมาเปรียบเทียบกับ อาตี๋น้อยหน้าขาวจิ้มลิ้ม สุภาพเรียบร้อย มีแววดาราตั้งแต่อายุสิบสามสิบสี่ อาตี๋ใหญ่แว่นหนาอายุสิบหก อัจฉริยะ เซียนคอมพิวเตอร์แบบหาตัวจับยากชนิดเขียนบทความลงอินเตอร์เน็ตเกี่ยวกับการเขียนเกมส์ มีคนอ่านมากมาย

                อาไม่ตี๋ คนโตแต่ตัวเล็ก ตัวดำ วัยสิบแปดอย่างเขา จึงถูกทิ้งให้อยู่ในมุมเดียวดาย

                สนธยาไม่ใช่คนขี้ประจบ เมื่อพ่อเลี้ยงไม่สนใจเขา เขาก็ไปในทางที่เขาต้องการ หากก็รั้นได้ไม่มาก เพราะหากทำอะไรขัดใจเถ้าแก่พูนทรัพย์ แม่ของเขาคือคนที่ก้มหน้านิ่ง รับคำประชดประชันทั้งน้ำตา

               

เฮียอย่าไปว่าตาสนเลย เขาเหมือนพ่อเขาล่ะ รักอิสระ ไม่ชอบให้ใครบังคับ สนธยาเคยได้ยินแม่ปลอบพ่อเลี้ยงในคืนหนึ่งที่เขาเตะบอล ตัวเปียกซ่กกลับบ้านเมื่อฟ้ามืดทั้งๆ ที่ไม่ได้ไปเรียนพ